ซูเปอร์บอร์ด – เค้าลางการแปรรูป ปตท. รอบ 2 และการคอร์รัปชัน

รสนา โตสิตระกูล
อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ
29 มิถุนายน 2557

imageเห็นรายชื่อซูเปอร์บอร์ด และบอร์ดปตท.ที่ คสช.ตั้งเพื่อคุมรัฐวิสาหกิจ และคุมปตท.เมื่อวันก่อนแล้วมองเห็นเค้าลางการแปรรูปปตท.รอบ2 คนที่ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่มีความเชื่อโน้มเอียงที่จะเห็นว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องความก้าวหน้า และช่วยกำจัดการล้วงลูกของนักการเมือง

วาทกรรมที่ว่า รัฐไม่ควรถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ควรขายหุ้นออกไปให้เป็นเอกชน อย่างบริษัทปตท.เป็นตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ยังมีสภาพดีอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูก ก็มีโอกาสจะเจ๊งเหมือนตัวอย่างของบริษัทการบินไทย

ฟังดูดีมีเหตุผล แต่เป็นเหตุผลชั้นเดียวที่ปิดบังตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังนักการเมืองอีกชั้น คือกลุ่มทุนพลังงาน โจเซฟ สติกลิทซ์( Joseph Stiglitz ) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิลไพรซ์ นิยามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ว่าคือ “การคอร์รัปชัน” (Privatization is bribarization) โดยกล่าวว่า

” การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ( Privatization ) หมายความว่าพวกตนไม่จำต้องแค่ฉกฉวยกำไรจากรัฐวิสาหกิจเป็นรายปีอีกต่อไป เพียงแต่บอกขายรัฐวิสาหกิจให้ต่ำกว่าราคาตลาดเสีย พวกตนก็สามารถฉวยเอามูลค่าสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจก้อนโตเข้าตัว แทนที่จะทิ้งมันไว้ให้ผู้มาดำรงตำแหน่งคนต่อๆไปถลุง….” ( คำแปลของเกษียร เตชะพีระ จากมติชน30 เม.ย2547)

สิ่งที่ Joseph Stiglitz กล่าวนั้นเกิดขึ้นกับกรณีการแปรรูปปตท.เมื่อปี 2544 เห็นได้ชัดเจนว่า การตีมูลค่าทรัพย์สินของปตท. เพื่อกำหนดราคาหุ้น เลือกใช้วิธีคิดมูลค่าทรัพย์สินของชาติตามมูลค่าบัญชี ซึ่งทรัพย์สินปตท.ที่ตัดค่าเสื่อมแล้วเหลือมูลค่าเพียง 100,873 ล้านบาท ประชาชนเคยลงทุนในการสร้างอุปกรณ์ สาธารณูปโภคด้วยภาษีมหาศาล เมื่อตัดค่าเสื่อมอุปกรณ์ที่ลงทุนในยุคแรกหมด ที่เหลือคือกำไรที่รัฐจะสามารถกำหนดราคาพลังงานขายประชาชนในราคาย่อมเยาว์ลงเพราะไม่มีต้นทุนอุปกรณ์ เหลือเพียงค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เท่านั้น

การแปรรูปตามมูลค่าบัญชีคือการชุบมือเปิบ ตัดยอดเอามูลค่าสินทรัพย์ในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง เอาไปแบ่งให้เอกชน 48% ด้วยเม็ดเงินเพียง 28,277 ล้านบาทเท่านั้น (ทั้งที่ตอนแรกรัฐบาลทักษิณได้โยนหินถามทางว่าจะแปรรูปเพียง25%เท่านั้น) อย่างท่อส่งก๊าซและอุปกรณ์ทั้งระบบถูกตีมูลค่าเพียง 46,189ล้านบาท โรงแยกก๊าซ 4โรงถูกตีราคาเพียง 3,212ล้านบาท ฯลฯ

ลำพังนักการเมืองอาชีพคิดและทำไม่ได้ขนาดนี้หรอก ถ้าไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองอย่างทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นทั้งพ่อค้า และเป็นทั้งนายหน้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานระดับโลก

การแปรรูปปตท.เมื่อปี 2544 คือการเจาะเข้าสู่ระบบโครงสร้างพลังงานของประเทศโดยกลุ่มทุนการเมืองที่อาศัยอำนาจรัฐดำเนินการ ไม่ต่างจากสิ่งที่ธีรยุทธ บุญมีกล่าวปาฐกถา( ในงานธรรมศาสตร์ 80 ปี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ) ว่า ” วิกฤติประเทศไทยล้ำลึกเพราะอำนาจรัฐ อำนาจสาธารณะของประเทศถูกเจาะไชเป็นรูลึก กลุ่มทุนและนักการเมืองกลายเป็นตัวละครหลัก ที่มีทั้งฐานอำนาจ และการเงินมหาศาล เป็นที่มาของวิกฤติสังคมการเมืองไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว เพราะการปล่อยให้พื้นที่อำนาจรัฐ ถูกใช้ประโยชน์เป็นของส่วนตัวซึ่งมักเรียกว่าเป็นการคอรัปชันทางนโยบาย หรือคอร์รัปชันแบบบูรณาการทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เป็นการคอรัปชันแบบล้ำลึก โดยอาศัยอำนาจครบวงจร ”

การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้สกัดกั้นการต่อสู้ของภาคประชาสังคมที่ต้องการตรวจสอบการแปรรูปปตท.ที่ไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล กล่าวคือมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและกลุ่มภาคประชาสังคมได้ทำการฟ้องคดีการแปรรูปปตท. ต่อศาลปกครองสูงสุดในปี 2548 แต่การรัฐประหารในครั้งนั้นเปิดโอกาสให้มีการออก “พ.ร.บ กำกับกิจการพลังงาน พ.ศ 2550″ ในสภาสนช.ซึ่งเป็นสภาเดียวในเวลาอันรวดเร็ว อย่างชนิดที่สภานิติบัญญัติในเวลาปกติ ไม่สามารถทำได้

ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินคดีปตท. ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 หลังจากพ.ร.บกำกับกิจการพลังงานฉบับนี้มีผลเป็นกฎหมายในวันที่ 11 ธันวาคม 2550 โดยถือเป็นการเยียวยาความเสียหาย จากการแปรรูปที่ขัดกฎหมาย แต่เนื่องจากศาลเห็นว่าการแปรรูปปตท.ได้ก่อนิติสัมพันธ์เป็นอันมาก หากเพิกถอนการแปรรูปก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าการแปรรูปปตท.ไปเป็นบริษัทเอกชน มหาชน ได้ทำให้ ” ปตท.สิ้นสภาพจากการเป็นองคาพยพของรัฐ ” จึงไม่สามารถครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชน ซึ่งคือบรรดาทรัพย์สินที่ทำให้ปตท.มีอำนาจผูกขาด ได้แก่ระบบท่อส่งก๊าซ และ ระบบท่อส่งน้ำมันฯลฯ รวมทั้งการสั่งให้ปตท.ไม่สามารถใช้อำนาจรัฐอีกต่อไป

การแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติเช่นระบบท่อส่งก๊าซ ที่เป็นสาธารณสมบัติที่มีลักษณะผูกขาดนั้นเป็นทรัพย์สินเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติ องค์กรที่เป็นเอกชนอย่างปตท.ไม่สามารถครอบครองได้ แต่รัฐมนตรีพลังงานในสมัยนั้น ไม่ได้แบ่งแยกให้ครบถ้วนตามมติครม.ที่ให้สำนักตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนเสียก่อน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาผู้ว่าฯ สตง.ในสมัยนั้นมีเอกสารระบุว่าปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบ

แต่นักการเมืองและข้าราชการของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลังต่างพร้อมใจกันไม่ทวงคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนประชาชนที่นำคดีฟ้องต่อศาลกลับกลายเป็นว่า ประชาชนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจขอให้มีการบังคับคดี ส่วนเจ้าของทรัพย์แทนประชาชนคือกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานก็ไม่ทำตามมติครม.รัฐบาลพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ที่มอบหมายให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนทรัพย์สิน

การห้ามปตท.ใช้อำนาจรัฐ แต่การที่มีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงานมาเป็นบอร์ดปตท.จึงเป็นผู้มาใช้อำนาจรัฐแทนปตท. เห็นได้ว่าการทับซ้อนเรื่องผลประโยชน์ของข้าราชการเหล่านี้ ทำให้นโยบายพลังงานของกระทรวงพลังงานล้วนแต่เอื้อประโยชน์ให้ปตท.ทำกำไรมากขึ้น และผู้บริหารเหล่านั้นจะได้รับโบนัสที่เชื่อมโยงกับผลกำไรของปตท. จึงไม่แปลกที่ข้าราชการเหล่านั้นที่เข้าไปเป็นบอร์ดปตท.ในโควต้าของรัฐที่ถือหุ้น51% แต่ไม่เคยกำหนดราคาก๊าซที่ปตท.ผูกขาดขายให้กฟผ. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ100% ให้มีราคาถูกกว่าหรืออย่างน้อยถัวเฉลี่ยราคาให้เท่ากับที่ขายให้บริษัทลูกในเครือของปตท.

กล่าวคือกฟผ.ต้องซื้อก๊าซในราคาPool Gas (ก๊าซจากพม่าและก๊าซ LNG นำเข้าที่มีราคาแพงมารวมกัน)ที่แพงกว่าราคา Gulf Gas(ก๊าซจากอ่าวไทย) ที่มีราคาถูกกว่า และปตท.จะขายก๊าซจากอ่าวไทยให้กับบริษัทปิโตรเคมีในเครือของตัวเองก่อน เพื่อให้บริษัทลูกของตัวเองมีกำไรสูง แต่ผลักให้กฟผ.ไปใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาแพงซึ่งส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของกฟผ.แพงขึ้น และในที่สุดก็ผลักมาเป็นภาระของผู้ใช้ไฟคือประชาชนทุกคน

ข้าราชการกระทรวงพลังงานที่เป็นบอร์ดปตท. เมื่อเปลี่ยนหมวกมาทำหน้าที่ในฐานะข้าราชการก็ยังใช้อำนาจในการชงมติกพช.(คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) และมติครม. ให้จัดสรรก๊าซLPG ให้ปิโตรเคมีที่เป็นบริษัทเอกชนในเครือปตท.ใช้ก่อนในราคาถูก และผลักประชาชนทุกกลุ่มไปใช้ก๊าซLPGในราคาตลาดโลก โดยช่วงที่ขึ้นราคาโดยตรงไม่ได้ ก็ใช้วิธีเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันมาอยู่ในกองทุนน้ำมันและจ่ายชดเชยราคาก๊าซ LPG นำเข้าให้กับปตท.เพียงเจ้าเดียว เป็นการอำพรางกำไรให้กับปตท.

การอ้างพ.ร.บ.กำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ว่าจะเป็นกฎหมายที่มากำกับราคาพลังงานอย่างเป็นธรรมนั้น แต่ปรากฎว่ามาตรา3 ถูกเขียนล็อคไว้ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ใช้อำนาจดูแลได้เฉพาะการคิดค่าผ่านท่อเพื่อไปคิดราคาค่าไฟฟ้าเท่านั้น กกพ.ไม่มีอำนาจกำกับราคาพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งราคาก๊าซ และราคาน้ำมัน จึงเป็นการออกแบบคณะกรรมการกกพ.ให้มีหน้าที่จำกัด เป็นการอำพรางอีกชั้นหนึ่งว่ามีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว แต่ความจริงแล้วคณะกรรมการกกพ.ตกอยู่ภายใต้การกำกับของข้าราชการ และนักการเมืองในกระทรวงพลังงาน ที่ถูกกำกับด้วยบอร์ดปตท. อีกชั้นหนึ่ง

ดังจะเห็นได้ว่า กกพ.ต้องปฏิบัติตามคู่มือราคาก๊าซที่ชงโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ที่ให้ปตท.สามารถนำท่อก๊าซทั้งระบบที่ยังไม่คืนให้รัฐตามคำพิพากษา ไปตีราคาทรัพย์สินใหม่ โดยให้บริษัทต่างชาติ2บริษัทตีมูลค่าท่อก๊าซ จากที่เคยเอาไปแปรรูปตามมูลค่าบัญชีในราคา 46,189ล้านบาท กลายเป็นมีมูลค่าตลาดถึง120,000ล้านบาท และ กกพ.อนุมัติให้ปตท. สามารถคิดค่าผ่านท่อจากประชาชนเพิ่มขึ้นอีก2บาทต่อหน่วย ทำให้ปตท.มีกำไรเพิ่มขึ้นปีละ2,000ล้านบาทจากทรัพย์สินเดิมของประชาชน ทั้งที่ค่าผ่านท่อในแต่ละปีก็ทำรายได้ให้ปตท.ถึงปีละ20,000ล้านบาททุกปี แต่ถูกตีมูลค่าทรัพย์สินตอนแปรรูปเพียง 46,000ล้านบาท

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในปี2549 ทำให้รัฐและประชาชนสูญเสียปตท.ไปครึ่งหนึ่ง และ48% ของหุ้นที่รัฐและประชาชนเสียไป ได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนบ้าง นอกเหนือจากกำไรอันมหาศาลของเอกชนผู้ถือหุ้น48% และราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้น ก่อความเดือดร้อนให้กับค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐที่ถือหุ้น 51% นอกจากมีรายได้ไม่คุ้มเสียแล้ว ก็ยังไม่สามารถคุ้มครองค่าครองชีพและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศได้เลย

หลังจากกลุ่มทุนพลังงานได้กุมกลไกการผูกขาดผ่านปตท.ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็เริ่มมีการโยนหินถามทางเรื่องจะให้รัฐขายหุ้นปตท. ออกไปสัก2%เพื่อให้ปตท.เป็นเอกชนอย่างสมบูรณ์ การโยนหินถามทางนี้เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลน.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อปี 2554 แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ 2550 มาตรา84(11) ได้ระบุไว้ว่า “การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดจะกระทำมิได้” ทำให้ความปรารถนาของกลุ่มทุนพลังงานไม่อาจบรรลุผลได้ในเวลานั้น

การรัฐประหารปี 2557 นี้อาจจะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่กลุ่มทุนพลังงานจะสามารถใช้ช่องทางพิเศษ ในเวลาพิเศษ ในการเจรจาต่อรองกับคสช. เพื่อจะได้แปรรูปบริษัทปตท.อีกครั้งให้เป็นเอกชน100%เสียที ด้วยการสร้าง วาทกรรมอำพรางว่า “อย่าปล่อยให้นักการเมืองมาล้วงลูก” โดยที่แสร้งหลงลืมไปว่ากิจการพลังงานแห่งชาตินั้นเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน จะนำไปเปรียบเทียบกับกิจการการบินไทยไม่ได้ เพราะหากวาทกรรมล้วงตับประชาชนเช่นนั้นได้ผล ในไม่ช้าก็จะหันมาแปรรูปกฟผ.ดังที่รัฐบาลทักษิณเคยพยายามมาแล้ว

ถ้าสามารถแปรรูปบริษัทปตท.ให้เป็นเอกชน100% สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมเพื่อกำไรสูงสุดของเอกชน ก็จะอยู่มือของกลุ่มทุนโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องหาวิธีอำพราง หรืออาศัยข้าราชการกระทรวงพลังงานในชงมติเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนอีกต่อไป เป็นการหนีการตรวจสอบจากข้อมูลของวุฒิสภา ที่ผนวกกับภาคประชาสังคมที่เริ่มตื่นตัว และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดตัวแทนของรัฐ 51% ในบริษัทปตท.จึงชงแต่มติที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์?

การต่อสู้กับระบอบทักษิณ คือการต่อสู้กับระบอบทุนที่ครอบงำรัฐ ที่มีจุดมุ่งหมายในการครอบงำ ผูกขาด และกินรวบทรัพยากรในประเทศไทย เป็นการคอร์รัปชันที่กินลึก และ”พลังงานคือกล่องดวงใจของทักษิณ ชินวัตร”

หากคสช.ปล่อยให้มีการแปรรูปบริษัทปตท.รอบ2โดยไม่แยกทรัพย์สินผูกขาดออกมาเสียก่อน คสช. ก็กำลังช่วยต่อยอดให้กับระบอบทักษิณที่จะกลับมาใหม่หลังยุคคสช.ไม่ว่าจะโดยรู้เท่า หรือไม่รู้เท่าทันเกมของกลุ่มทุนพลังงานที่มุ่งแสวงหากำไรให้ผู้ถือหุ้น หรือให้เอกชนรายใหญ่ก็ตาม และนั่นจะเป็นการสร้างความแตกร้าวให้กับสังคมไทยรอบที่2 หลังจากที่ทักษิณ ชินวัตรได้กระทำให้เกิดความแตกแยกร้าวลึกในหมู่ประชาชนจนกลายเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาแล้ว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s