หลักการ 3 ข้อในการปฏิรูปพลังงาน (ฝากถึง คสช.)

ประสาท มีแต้ม

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปร่วมให้ความคิดเห็นต่อ คสช.ในนามของกลุ่ม “จับตาปฏิรูปพลังงาน” โดยที่ทาง คสช.ให้เวลา 45 นาที ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากๆ ผมเองได้มีโอกาสพูดประมาณ 15 วินาที อย่างไรก็ตาม ผมได้แนบบทความไปด้วย 3 ชิ้น แต่ไม่มั่นใจว่าทาง คสช.จะได้อ่านหรือไม่

ในบทความชิ้นนี้ผมจะหยิบเอาประเด็นสำคัญซึ่งผมถือว่าเป็นหลักการที่ทาง คสช. ควรใช้เป็นหลักในการแก้ปัญหาที่สำคัญมากของประชาชน มันเป็นหลักการทั่วไปที่มาจากการสรุปบทเรียนของกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านพลังงานของประเทศเยอรมนีซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงมากในการสร้างนโยบายพลังงานของประเทศ

หลักการข้อที่หนึ่ง ต้องทำความคิดให้เป็นระบบ

ประเด็นที่ทาง คสช.ตั้งขึ้นมารับฟังความเห็นในวันนั้น (และวันก่อนหน้านั้นด้วย) เป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมเรื่องความมากน้อยของปริมาณสำรอง เรื่องการขายก๊าซหุงต้ม ตลอดจนเรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เป็นต้น

ผมเห็นด้วยนะครับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน แต่เรื่องดังกล่าวเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประเด็นพลังงานเท่านั้น ถ้าเปรียบไปแล้วประเด็นที่ยกขึ้นมาคุยกันก็เหมือนกับ “ตาบอดคลำช้าง” แต่ไม่สามารถเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของช้างทั้งตัวได้หรือไม่สามารถเข้าใจเรื่องพลังงานอย่างเป็นระบบได้

กรุณาอย่าเพิ่งสรุปว่าผมเพ้อเจ้อหรือนำเรื่องไร้สาระมาพูด แต่ถ้าเราเข้าใจในข้อความที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้แล้ว ผมเชื่อว่าโจทย์ในการพูดคุยเรื่องพลังงานต้องเปลี่ยนไป ข้อความที่ว่านี้คือ

“พลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้รวมกันตลอดทั้งปีนั้น เท่ากับพลังงานที่พระอาทิตย์ส่งมาถึงผิวโลกเพียง 8 นาทีเท่านั้น”

คำถามคือ ทำไมเราจึงไม่คิดถึงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งอยู่บนผิวดิน แต่กลับไปสนใจแต่พลังงานปิโตรเลียมซึ่งอยู่ลึกลงไปในใต้ดินหลายพันเมตร

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็เพราะว่าเราได้ “ถูกล้างสมอง”จากกลุ่มพ่อค้าพลังงานปิโตรเลียม (รวมถึงถ่านหินด้วย) ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดทั้งแหล่งการผลิต การจัดจำหน่าย รวมทั้งเครื่องมือการสื่อสารที่ใช้เพื่อล้างสมองผู้บริโภคด้วย

การล้างสมองไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่า พลังงานปิโตรเลียมเป็นพลังงานสะอาดและมั่นคงเท่านั้น แต่ได้ลามไปถึงการดูถูกดูแคลนพลังงานแสงอาทิตย์ว่า “ไม่มีความมั่นคง” ด้วยทั้งๆ ที่พระอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานรวมไปถึงสรรพชีวิตทั้งปวงในจักรวาลนี้

ว่าไปแล้ว การล้างสมองดังกล่าวก็ได้ผลตามที่คาด คือทำให้คนลืมคุณค่าของพลังงานแสงอาทิตย์ไปเลย ไม่รู้และไม่เคยคิดว่า ในทุกๆ พื้นที่หนึ่งตารางเมตรของประเทศไทยนั้น ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ต่อปีเท่ากับน้ำมัน 500 ลิตรหรือ ถ่านหิน 950 กิโลกรัมหรือก๊าซธรรมชาติ 14,000 ลูกบาศก์ฟุต

ในอดีต ต้นทุนในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้านั้นมีต้นทุนสูงมาก นั่นเป็นความจริงครับ แต่ในปัจจุบันนี้ต้นทุนดังกล่าวได้ลดลงมาอย่างรวดเร็วมากจนเหลือเพียง 1% ของต้นทุนเมื่อ 35 ปีก่อนเท่านั้นโดยมีต้นทุนในการผลิตใกล้เคียงการผลิตจากก๊าซธรรมชาติและถูกกว่าการผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ดังนั้น ถ้า คสช.ขยายกรอบความคิดในการรับฟังความคิดเห็นจากเรื่องปิโตรเลียมซึ่งเป็น “ระบบย่อย” ของ “ระบบรวมของพลังงาน” ทั้งหมด วิธีการแก้ปัญหาของประชาชนก็จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญเช่น

การขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกที่กระทบต่อวิถีชีวิตและสุขภาพของชาวอีสานหลายจังหวัดในวันนี้ก็ยังไม่จำเป็น เพราะก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมดในภาคอีสานจะถูกนำมาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว ถ้าเรานำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้า การขุดก๊าซธรรมชาติก็ไม่จำเป็น

ในปี 2556 ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่คนไทยใน 20 จังหวัดภาคอีสานและ 14 จังหวัดใช้รวมกัน ดังนั้นไม่ต้องสงสัยในเรื่องความเป็นไปได้ของพลังงานแสงแดด

ถ้าเราสามารถผลิตไฟฟ้าได้เยอะและมีราคาถูกลง ความจำเป็นในการใช้ก๊าซหุงต้มก็จะลดลง รวมถึงการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์ก็ลดลงด้วย หากเราหันมาใช้แบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าการให้ “สัมปทาน” รอบที่ 21 ก็ไม่จำเป็น (หมายเหตุ ผมเองเพิ่งเข้าใจว่าระบบสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบที่ประเทศมหาอำนาจใช้ปล้นสะดมทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศเมืองขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง)

ที่ผมได้กล่าวมาแล้วเป็นแค่ “ระบบพลังงาน” ในเชิงวิทยาศาสตร์โดยการคิดคำนึงถึงแหล่งพลังงานที่ครบถ้วนอย่างเป็นระบบ ไม่ถูกล้อมกรอบโดยพ่อค้าพลังงานผูกขาดเท่านั้น แต่ถ้ากล่าวให้เป็นระบบที่ใหญ่กว่านี้คือ “ระบบสังคม” จะพบว่าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหัวใจของระบบประชาธิปไตยที่เน้นการกระจายอำนาจ กระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะแสงอาทิตย์กระจายไปทั่วไม่เลือกผู้ดีมีจน

และที่สำคัญกว่านั้นสามารถลดการคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาหนักอกของประเทศไทยได้ด้วย แต่น่าเสียดายมากๆ ที่ในการแสดงความเห็นที่ทาง คสช.เป็นผู้กำหนดโจทย์ในวันนั้น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่กล่าวถึงเรื่องปิโตรเลียมเพียงอย่างเดียวอย่างโดดๆ ไม่มีการเชื่อมกับมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืนของลูกหลานในอนาคต

ที่น่าเสียดายมากกว่านั้น พลังงานแสงแดดกำลังถูกนักการเมืองในอดีต (หมาดๆ ซึ่งด้านหนึ่งก็หลอกประชาชนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ด้านหนึ่งก็แอบเสนอโครงการเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน) นำไปสร้างโครงการที่ส่อไปในทางคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร ซึ่งทางองค์การต่อต้านการคอร์รัปชันได้ยื่นเรื่องให้ทาง คสช.เพื่อตรวจสอบไปแล้ว และผมเองก็ได้เขียนบทความวิเคราะห์เชิงตัวเลขประกอบให้ คสช.ไปแล้วด้วย (บทความเรื่อง คดีปล้นแดด)

หลักการจัดระบบความคิดให้เป็นระบบเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดสินใจของทุกคนและในทุกเรื่อง แต่สำหรับ คสช.แล้วยิ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกว่าด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการคือ (1) วิธีการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.ไม่ใช่วิธีการที่ปกติ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนหนึ่ง และของนานาประเทศด้วย ขณะเดียวกันประชาชนอีกส่วนหนึ่งก็คาดหวังไว้สูงมากเพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ (2) เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อน (คอลัมน์นี้ชื่อ “โลกที่ซับซ้อน”) ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่ ทาง คสช.เชิญฝ่ายต่างๆ มาให้ความเห็น ผมจึงขอเชียร์ครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังมากๆ คือการแยกแยะความถูกผิดที่เกี่ยวกับข้อมูลและความรู้อย่างเป็นระบบ ระวังอย่าให้ถูกใครหลอกเอาอำนาจที่ทาง คสช.ได้มาไปหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้เท่าทัน

หลักการข้อที่สอง ต้องมีความกล้าหาญ

ผมทราบและเชื่อมาตลอดว่า ทหารทุกคนถูกฝึกให้มีความกล้าหาญและเสียสละเพื่อประเทศชาติ แต่ประเด็นความกล้าหาญในที่นี้ก็คือ ความกล้าหาญที่จะตัดสินใจเพื่อประชาชนหลังจากที่ได้ทำความคิดให้เป็นระบบแล้ว โดยไม่เกรงกลัวว่าจะกระทบฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือไม่อิงประชานิยมโดยไม่ยึดหลักการตามข้อที่หนึ่งที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมที่หาได้ยากในนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เช่น ในช่วงที่มีการเลือกตั้งครั้งหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลก็นำเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลต่อไป

ต้องมีความกล้าหาญที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมราคาเอทานอล (ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำมันอี 85) ในตลาดสหรัฐอเมริกาและบราซิลซึ่งผลผลิตรวมกันถึง 85% ของโลกจึงอยู่ที่ลิตรละ15 บาท แต่ราคาอ้างอิงในประเทศไทยอยู่ที่ 27 บาทต่อลิตร ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการส่งออกเอทานอลด้วยเราไม่ได้นำเข้า แต่ทำไมเราปล่อยให้คนไทยต้องจ่ายในราคาเกือบสองเท่าตัว

เมื่อตั้งคำถามแล้วต้องตรวจสอบค้นหาความจริงจากนั้นก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะสั่งการ ในทำนองเดียวกันโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ของชุมชน จำนวน 800 ชุมชนๆ ละ 1 เมกะวัตต์ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทไฟฟ้าใช้ชื่อองค์กรชาวบ้านเป็นนอมินี โดยบริษัทสามารถรีดกำไรไปจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าร่วม 6-7 หมื่นล้านบาทในเวลา 25 ปีและประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงโดยไม่จำเป็น

คสช.ต้องมีความกล้าหาญเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ที่บังคับให้ใช้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นระบบเมืองขึ้นที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเขาพากันวิ่งหนีไปใช้ระบบอื่นกันหมดแล้ว

ความพยายามที่จะยกเลิกใบอนุญาตที่เรียกว่า รง.4 ที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว แต่ผมเห็นว่านั่นเป็นแค่ 1 ใน 3 ของปัญหาเท่านั้น ยังไม่เป็นระบบครับ อีก 2 ปัญหาคือการไปจำกัดโควตาไว้ที่ 200 เมกะวัตต์เท่านั้น และการกำหนดราคารับซื้อที่ค่อนข้างสูง

ประเทศเยอรมนีประสบผลสำเร็จเพราะการไม่จำกัดโควตาครับ ตรงนี้คือหัวใจของปัญหา เรื่อง รง.4 เป็นประเด็นล้าหลังอย่างเหนือความคาดหมาย ถึงทาง คสช.จะช่วยแก้ปัญหาก็ได้เฉพาะกะพี้เท่านั้นนี่คืออีกตัวอย่างของหลักการในข้อที่หนึ่งคือความเป็นระบบของความคิด ที่ต้องย้ำกันบ่อยๆ

หลักการข้อที่สาม พันธมิตรที่ดีที่สุดคือประชาชน

ประเด็นพลังงานเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมานาน แต่เพิ่งได้รับการยกระดับให้ขึ้นสู่เวที กปปส.ในช่วงไม่นานก่อนที่จะเกิด คสช.แม้ข้อเรียกร้องจะยังไม่เป็นระบบดีนัก แต่มันเป็นความเดือดร้อนจริงๆ

ข้อมูลจากการศึกษาเปรียบเทียบราคาน้ำมันเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนจาก 61 ประเทศทั่วโลก โดยเรียกว่า “ค่าความเจ็บปวดที่ปั๊มน้ำมัน” ถ้าอันดับค่าความเจ็บปวดอยู่ในอันดับต้นๆ แสดงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนประเทศนั้นแย่พบว่าประเทศไทยมีค่าความเจ็บปวดสูงเป็นอันดับที่ 8 ทั้งๆ ที่เมื่อกลางปี 2556 อยู่ที่อันดับ 10 แล้วก็แย่ลงมาเป็นอันดับ 9 เมื่อปลายปี 2556ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีอันดับท้ายๆ เพราะราคาน้ำมันถูกกว่าประเทศไทยเล็กน้อยแต่รายได้เฉลี่ยต่อวันที่กว่า 4 พันบาท

การนำราคาน้ำมันของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันโดยไม่คำนึงรายได้ของผู้บริโภค ก็เป็นการสะท้อนถึงความคิดที่ไม่เป็นระบบของกระทรวงพลังงานและนักการเมืองไทย

หากมีการจำแนกกลุ่มคนต่อประเด็นการปฏิรูปพลังงานในประเทศไทยก็จะมี 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่ทำงานตามนโยบายของนักการเมืองมาตลอด (2) กลุ่มธุรกิจพลังงานซึ่งมีหลายกลุ่มย่อย แต่กลุ่มที่ใช้อำนาจรัฐและสิทธิพิเศษบางประการคือกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ (3) กลุ่มผู้บริโภคพลังงาน

แต่ผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปฏิรูปพลังงานครั้งนี้คือคนใน 2 กลุ่มแรก โดยใช้ความได้เปรียบนานาชนิด ทั้งการใช้สื่อสาธารณะและการเงินโฆษณามหาศาล เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคพลังงาน (ซึ่งรวมถึงกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน) ได้มีโอกาสเสนอความเห็นอย่างจำกัดมากๆ

ความจริงแล้วกลุ่มผู้บริโภคพลังงานเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุด ได้รับผลกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐมากที่สุดแต่เสียงของผู้บริโภคกลับได้รับการพิจารณาน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระแสการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนได้ค่อยๆ สะสมพลังและเติบใหญ่มากขึ้น ได้สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนให้ปรากฏเป็นจริงมากขึ้น ขยายวงกว้างขวางมากขึ้นแม้จะถูกปิดกั้นและป้ายสีมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

การเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปพลังงานไม่เพียงแต่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลกเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อความเป็นธรรมในสังคมเป็นการตอบสนองต่อระบบคุณค่าหรือระบบคุณธรรมของมนุษย์ที่สำคัญ 2 ประการคือ คือ (1) ต้องการความเป็นอิสระ และพึ่งตนเอง และ (2) ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ก่อมลพิษให้ผู้อื่น

ซึ่งการตอบสนองดังกล่าวคือการใช้พลังงานหมุนเวียนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จึงควรถือว่าประชาชนคือพันธมิตรที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาพลังงานในครั้งนี้ และหากท่านเดินแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ใช้ประชาชนเป็นพันธมิตร ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอน ขอให้ท่านมีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ทั้งนี้ท่านต้องจัดระบบความคิดในเรื่องพลังงานให้เป็นระบบเสียก่อนการกล้าหาญโดยมีความคิดไม่เป็นระบบถือว่าเป็นการบ้าบิ่น

ผมยังหวังว่า คสช.จะสามารถแก้ปัญหาสำคัญของชาติได้ ถ้าท่านเข้าใจและยึดหลักสำคัญ 3 ประการเป็นสรณะ แต่ความไม่แน่ใจของผมก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการบริหาร ปตท.ชุดใหม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s