ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงาน

โดย กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.) ยื่นต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557

สถานการณ์ปัญหา

สืบเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ให้มีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม E20 และ E85 ทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการบิดเบือน และเกิดภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก

ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันส่วนใหญ่ มีต้นตอสาเหตุเกิดจากนโยบายการจัดสรรพลังงานในประเทศที่ไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๑ มีหลักการการจัดสรรปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศ ให้กับปริมาณความต้องการในภาคครัวเรือนและปิโตรเคมีเป็นลำดับแรกก่อน หากเหลือจึงให้ผู้ใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงได้ใช้เป็นลำดับถัดไป และหากไม่พอให้นำเข้า โดยให้ภาระเกือบทั้งหมดในการนำเข้าก๊าซ LPG เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้ก๊าซ LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงรวมถึงผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มอื่นผ่านการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซ LPG เป็นวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมชนิดนี้ จนปัจจุบันเป็นกลุ่มที่ใช้ LPG สูงเป็นอันดับหนึ่ง เพิ่งถูกกำหนดให้จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง ๑ บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี่เอง

ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรพลังงาน ยังมีที่มาสำคัญอีกประการคือ การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทยด้วยการใช้ “ระบบสัมปทาน” ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ แม้จะทำให้ประเทศได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของค่าภาคหลวงและเงินภาษีจำนวนหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมและปิโตรเลียมที่ผลิตได้ให้กับบริษัทผู้รับสัมปทานไปในช่วงเวลาที่ได้รับสัมปทาน ทำให้ประชาชนทั้งประเทศในฐานะเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เมื่อต้องการใช้พลังงานจะต้องจ่ายเงินซื้อปิโตรเลียมของตัวเองในราคาที่อิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน ซึ่งปัจจุบันมีราคาที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาพลังงานของประเทศไทยแทบไม่มีความแตกต่างไปจากประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานทั้งหมดแต่อย่างใด

ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าว กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.) อันเกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการและประชาชน เห็นควรที่จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกิจการพลังงานทั้งระบบตั้งแต่กิจการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รวมถึงต้องมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศให้ลดน้อยลง และเพื่อให้เป็นพลังงานที่พึ่งพาของประเทศได้อย่างแท้จริง อันเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีข้อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อดำเนินการ ดังนี้

๑. ขอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเป็นการจัดเก็บเงินจากประชาชน และใช้จ่ายเงินโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของระบบรัฐสภา และเป็นการจัดตั้งที่อาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้ผิดวัตถุประสงค์แทนที่จะเป็นการรักษาเสถียรภาพของราคากลับกลายเป็นการบิดเบือนราคา โดยเก็บเงินจากผู้ใช้กลุ่มหนึ่งมาจ่ายให้ผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้โครงสร้างน้ำมันสำเร็จรูปไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง การยกเลิกกองทุนน้ำมันจะส่งผลให้ให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันอยู่มีราคาขายปลีกลดลงได้ เช่น เบนซิน ๙๕ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๑๐ บาทต่อลิตร), แก๊สโซฮอล์ ๙๕ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๓.๓๐ บาทต่อลิตร) , แก๊สโซฮอล์ ๙๑ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๑.๒๐ บาทต่อลิตร) และ ดีเซล(ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๐.๘๑ บาทต่อลิตร) ส่วนน้ำมันอี ๒๐ และอี ๘๕ เมื่อไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายอุดหนุนแล้ว รัฐบาลก็ยังสามารถควบคุม โดยการทบทวนโครงสร้างราคาจำหน่ายเอทานอล และค่าการตลาดที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะน้ำมันอี 85 ไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควรกับผู้บริโภค

เนื่องจากการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทันที จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหลายๆส่วน จึงขอให้ คสช. ดำเนินการดังนี้

๑.๑ ให้ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG กับประชาชน โดยจะต้องยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๑ ที่มีการจัดสรรก๊าซ LPG ให้ปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือนเสียก่อน แล้วจึงให้รัฐบาลมีนโยบายให้ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ต้องจัดสรรให้ประชาชนใช้ก่อนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน ด้วยราคาตามต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต มิใช่อิงราคาตลาดโลก เมื่อเหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทรวมถึงปิโตรเคมี ควรเป็นผู้รับภาระการนำเข้านั้นเอง ด้วยวิธีนี้จะเป็นการยุติภาระการนำเข้าก๊าซ LPG ของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงไปได้

๑.๒ ภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันประมาณ ๗,๕๐๐ ล้านบาท ให้ดำเนินการเรียกเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอัตราที่ใกล้เคียงกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งปัจจุบัน (ณ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๗) ปิโตรเคมีใช้ LPG ประมาณวันละ ๗,๘๗๖,๐๐๐ กิโลกรัม เมื่อทำดังนี้จะทำให้ภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหมดไปภายในเวลาประมาณ ๓ เดือน

๑.๓ ขอให้พิจารณาให้มีการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพิ่มให้เพียงพอต่อปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ เนื่องจากปัจจุบันโรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ๖ โรงของ ปตท. มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติตามค่าการออกแบบ (Nameplate Capacity) ได้ รวม ๒,๖๖๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่ในปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จึงยังมีก๊าซธรรมชาติอีกไม่น้อยกว่า ๑,๓๔๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันที่ไม่ได้เข้าโรงแยกก๊าซแต่ถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าอย่างน่าเสียดาย หากมีการสร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นจะช่วยให้ไม่ต้องมีการนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป

๒. ขอให้พิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ ดังนี้

๒.๑ ขอให้ยกเลิกการเรียกเก็บค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเทียมซึ่งมิได้เกิดขึ้นจริง รวมถึงการทบทวนการใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 4 และกำหนดให้น้ำมันสำเร็จรูปไทยเป็นมาตรฐานเดียวกันกับกลุ่มประเทศอาเซียน(ยูโร 2) เพราะมาตรฐานน้ำมันยูโร 4 เป็นมาตรฐานที่สูงเกินจำเป็น ทำให้ต้องเสียค่าปรับปรุงคุณภาพเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน การกำหนดมาตรฐานที่สูงเกินจริงเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการกีดกันทางการค้าน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน และอาจถูกใช้ในลักษณะของการทำให้เกิดการผูกขาดการค้าน้ำมันในประเทศ

๒.๒ ขอให้ตรวจสอบต้นทุน ณ โรงกลั่น ของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดที่ใช้เอทานอลเป็นส่วนผสม โดยเฉพาะ E20 และ E85 เพราะมีราคาที่สูงกว่าน้ำมันเบนซิน 95 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปจ่ายชดเชยเพื่อทำให้ราคาน้ำมันที่ผสมเอทานอลมีราคาต่ำกว่าเบนซิน 95 นับเป็นการบิดเบือนราคาน้ำมันและก่อให้เกิดภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้

๒.๓ ขอให้ตรวจสอบและควบคุมค่าการตลาดของน้ำมันสำเร็จรูปมิให้สูงเกินกว่า ๑.๕๐ บาท/ลิตร โดยให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับส่วนแบ่งจากค่าการตลาดไม่น้อยกว่า ๐.๗๕ บาท/ลิตร ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภคและผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

๓. ให้มีมาตรการเพื่อยุติการผูกขาดของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีอำนาจผูกขาดในกิจการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง
ณ ปัจจุบัน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม เป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจรเพียงรายเดียวในประเทศ โดยครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิต การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่าย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ และการพัฒนาธุรกิจใหม่ และยังเป็นผู้ดำเนินการจัดหา ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และดำเนินธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ปตท. ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง ๕ โรงกลั่นจากที่มีอยู่ ๖ โรงกลั่น นำไปสู่สิทธิผูกขาดในการเป็นผู้จัดซื้อ จัดหาพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศแต่เพียงรายเดียว รวมถึงได้สิทธิเป็นผู้ผูกขาดการขายน้ำมันสำเร็จรูปให้กับหน่วยงานของรัฐบาล การที่ ปตท. ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว จึงถือว่ามิใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป บรรดาสิทธิและทรัพย์สินที่ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ต้องถูกยกเลิกไป และให้ ปตท. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และเพื่อให้การประกอบกิจการพลังงานมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ (มาตรา ๘๔ (๑) และ (๕)) รัฐจึงสมควรดำเนินการตามแนวทางดังนี้

๓.๑ ให้ดำเนินการนำท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลในส่วนที่เป็นของรัฐทั้งหมดออกจาก ปตท. และให้จัดตั้งวิสาหกิจใหม่ขึ้นเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้เป็นของรัฐทั้งหมดและห้ามมิให้มีการแปรรูปเป็นเอกชน

๓.๒ ให้ออกกฎหมาย เพื่อป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงทางอ้อมของ ปตท. รวมถึงบริษัทพลังงานอื่นๆ โดยต้องมิยอมให้ ปตท. รวมทั้งบริษัทในเครือ มีสัดส่วนการถือครองตลาดของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และกิจการพลังงานอื่น ๆ เกินกว่าร้อยละ ๓๐ ในแต่ละกลุ่มประเภทกิจการ เพื่อให้เกิดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและทำให้กลไกตลาดเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

๓.๓ ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและการกำหนดราคาของก๊าซธรรมชาติ และก๊าซหุงต้มทั้งระบบ และควรแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านราคาระหว่างผู้ใช้แต่ละราย โดยเฉพาะระหว่างผู้ใช้ที่เป็นบริษัทลูกของปตท. กับผู้ใช้รายอื่นๆ

๔. ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ และออกกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ โดยมีหลักการดังนี้

๔.๑ กำหนดให้ปิโตรเลียมทั้งที่อยู่ใต้ดินและที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นของรัฐ การนำมาใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

๔.๒ เปลี่ยนระบบการให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากระบบสัมปทานเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตหรือสัญญารับจ้างบริการ และใช้วิธีประมูล

๔.๓ ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นใหม่แทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว ให้บรรษัทใหม่นี้เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ จะนำมาขายหรือกระจายหุ้นเปลี่ยนแปลงเป็นเอกชนไม่ได้ ให้เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งหมดของประเทศ และทำหน้าที่ในการให้สิทธิและสำรวจปิโตรเลียมแทนกระทรวงพลังงาน ด้วยวิธีนี้จะทำให้ประเทศไทยได้กลับมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเล อันนำมาสู่การจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

๔.๔ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาตินี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาพลังงานแห่งชาติที่เป็นอิสระ มีสัดส่วนของภาคผู้บริโภค ภาคประชาชน และนักวิชาการเกิน 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมด

๔.๕ ให้มีการจัดตั้งกองทุนปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สนับสนุนสวัสดิการด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และสวัสดิการสังคม เพิ่มเบี้ยคนชรา และสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ สิ่งที่ต้องดำเนินการมีดังนี้

๔.๖ ไม่ต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุอีกต่อไป และเมื่อหมดอายุสัญญาแล้วให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติสามารถใช้สัญญาแบบรับจ้างบริการดำเนินการในปิโตรเลียมแหล่งนั้นต่อไปได้

๔.๗ ในช่วงก่อนการยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ เพื่อเปลี่ยนมาใช้กฎหมายฉบับใหม่นั้น ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จัดทำข้อเสนอต่อบริษัทฯ ที่ถือสัญญาสัมปทานอยู่เดิม เพื่อนำสู่การเปลี่ยนเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต หากบริษัทฯที่ถือสัมปทานอยู่ไม่ดำเนินการ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการของเอกชนรายนั้น ว่ากระทำผิดเงื่อนไขของมาตรา ๑๑๐ และ ๑๑๑ ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ หรือไม่ และให้ดำเนินการยกเลิกสัญญาได้ทันทีหากมีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขดังกล่าว

๕. ให้แก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการ โดยแก้ไขกฎหมายห้ามมิให้ข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการพลังงาน เข้าดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนกว่าจะเกษียณอายุแล้ว ๒ ปี เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

๖. ให้มีศูนย์สารสนเทศด้านพลังงานที่เป็นอิสระ เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลในกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีระบบ มีอิสระ ไม่ซ้ำซ้อน หรือก่อให้เกิดความสับสน เข้าถึง เข้าใจได้ง่าย และเป็นข้อมูล ณ ปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการประกอบกิจการพลังงานได้มากขึ้น

๗. การส่งเสริมสนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

๗.๑ ให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้พลังงานทุกภาคส่วนทั้งภาคครัวเรือน (โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์) ภาคขนส่ง ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม

๗.๒ ให้มีการจัดตั้งสำนักงานแห่งชาติด้านการจัดการความต้องการใช้พลังงาน เพื่อเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างมาก จากการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

๗.๓ ให้ออกกฎหมายพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ที่มีหลักการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ สามารถขายเข้าระบบไฟฟ้าได้ก่อนพลังงานกลุ่มฟอสซิล (ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) โดยเป็นสัญญาระยะยาวที่ไม่มีการจำกัดปริมาณ โดยมีโครงสร้างราคาที่จูงใจและเป็นธรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากผู้บริโภค เพื่อให้ทิศทางการใช้พลังงานหลักของประเทศสามารถปรับเปลี่ยนสู่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนต่อไปในระยะยาว และควรงดเว้นการเก็บภาษีในการนำเข้าอุปกรณ์และประกอบธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนให้มีการผลิตและมีการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มมากขึ้น

๗.๔ เปลี่ยนกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและแนวทางการลงทุนเพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยเน้นการอนุรักษ์พลังงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๑๕ ปี ทั้งนี้ ควรปรับปรุงเพิ่มเติมแผนพัฒนาพลังงานทดแทน โดยขยายขอบเขตช่วงเวลาของแผนพลังงานทดแทนออกไปให้ครอบคลุมช่วงเวลาเดียวกัน (ถึงปีพ.ศ. ๒๕๗๓) รวมถึงครอบคลุมศักยภาพทางเทคโนโลยีของพลังงานทดแทนใหม่ๆ ด้วย

๗.๕ สนับสนุนให้มีการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาค และแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในแต่ละจังหวัด เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อการพึ่งตนเองตั้งแต่ระดับจังหวัด หรือตั้งแต่ระดับท้องถิ่น) โดยให้กองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุน และให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในระดับจังหวัด เพื่อกระจายบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ลงสู่ระดับจังหวัดให้มากที่สุด

๗.๖ เปลี่ยนมาตรฐานรถรุ่นใหม่ให้เป็นรถที่สามารถใช้พลังงานได้หลากหลาย(Flexible Fuel Car) ซึ่งสามารถเติมได้ทั้งเบนซินหรือเอทานอล(แอลกอฮอล์) เพื่อเป็นการเข้าสู่การลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเต็มตัว รวมถึงการเปิดโอกาสหรือเปิดเสรีให้ผู้ผลิตเอทานอล รวมสหกรณ์การเกษตร สามารถเปิดสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม)เอทานอล(แอลกอฮอล์) เพื่อรองรับรถยนต์มาตรฐานใหม่ และลดการผูกขาดในระบบการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ ข้อเสนอในข้อ ๑ และ ๒ ขอให้ คสช. ดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนข้อเสนอในข้อ ๓ – ข้อ ๗ จำเป็นต้องใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้ดำเนินการผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s