Rosana Tositrakul: ‘Thai energy is the biggest swindle of all time’

By Monruedee Jansuttipan, Pichanan Toonkamthornchai | Sep 01, 2014

While the junta vows to restructure energy prices, last week 10 activists were arrested for staging a rally urging energy reform. BK chats with consumer activist and former senator Rosana Tositrakul, 60, one of the leaders of Thai Energy Reform Watch, about her inspiration for becoming an activist, her long-fought battle against corruption, and why nationalization of the energy sector makes sense.

image

Gandhi inspired me a lot. His saying that only two things really matter in life­—to purify our mind from greed and anger, and to live righteously—is very similar to what’s espoused in Buddhism. It transformed me from wanting to be a businesswoman to wanting to be an activist.

Self-reliance is crucial for our society. We must be able to stand on our own feet. I encourage people to use Thai herbs as medicine, rather than waste money on expensive drugs. I empower people to use what’s at their doorsteps.

I exposed pharmaceutical corruption in the Ministry of Public Health. It took six years, but the result was satisfying as the minister, Rakiat Sukthana, went to jail and his assets were seized.

Filing a lawsuit against the privatization of the Electricity Generating Authority of Thailand was my first step into consumer rights. The day the court announced the verdict on privatization, I received an anonymous phone call from someone telling me that, for the first time in a long time, he felt our nation was a better place. It was like all along people felt they didn’t have power. They had to do what the government said.

Thai energy is the biggest swindle of all time. Energy is 20 percent of our GDP, enormous money, but concessions to privatized energy companies like PTT mean the government only gets 2.5 percent of revenue from natural resources. the PTT’s monopoly causes gas price hikes because their goal is making a profit, not making people happy.

The most ridiculous thing is that our high-ranking public servants, who should protect people’s rights, are paid to sit as board members at PTT to agree on every energy policy that drives up prices.

Dealing with corruption is like catching flies. If you try to kill them one by one, more flies will just turn up. You have to look for the stinking well of corruption that is their breeding ground and eradicate it.

Too much power in the council leads to dictatorship. Dictatorship without oversight leads to corruption. For people who stand against corruption, it’s clear that power minus oversight equals corruption.

If Thailand was a company, it would have gone bankrupt a long time ago. Before a company invests in a project, it must evaluate its feasibility, but we never evaluate our national property in the right way. Our Budget Bureau never keeps any stats on how much we have lost due to concessions, like how much the government has to spend to compensate for misjudged projects.

The profit of the state is the happiness of its people. Every investment is for citizens’ equal well-being, but it’s never been evaluated that way in this country.

At the heart of reformation is society, not politics. Reformation must return the ownership of essential resources to the people, not create more wealth for a few people.

Activism is for the long-haul. Things don’t happen right away. It might take a whole lifetime or more to succeed, just like planting a seed which takes time to grow after much care and watering.

Focus on taking the right train. When I went on a natural farming study trip to Japan, a man there told me, “After setting your goal, don’t worry about when you will reach it because once you are on the right train, it will take you all the way.” That’s become my activist motto, too.

The only dream I have right now is for Thai people to stop thinking only about hemselves and to start thinking of others. There is no need for one person to have billions while there are still so many people without a home or food.

Politics needs to have a mothering touch and femininity. A mother usually takes better care of a crippled child precisely because that child needs more attention. All we think of now, though, is figurative freedom and equality, but we never really look at how people are doing.

Equality doesn’t mean we have to cut all our fingers to the same length to receive the same amount of everything. It means that people who have less should get more.

———

Interview by Pichanan Toonkamthornchai and Monruedee Jansuttipan – See more at: http://bk.asia-city.com/city-living/news/bangkok-rosana-tositrakul-nationalization-energy#sthash.DdP9HXRi.dpuf

คอร์รัปชันแบบ 2B

รสนา โตสิตระกูล
อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ
11กรกฎาคม 2557

 

ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ตอนที่ไปร่วมประชุมมูลนิธิเมืองไทยใสสะอาดเมื่อเดือนที่แล้ว ท่านพูดว่า คอร์รัปชันสมัยนี้ไปลึก เป็นคอร์รัปชันแบบ2B

ดิฉันถามท่านว่า 2B คือรหัสลับอะไรหรือคะ?

ท่านตอบว่า 2B ก็มาจาก Bribery กับ Blackmail ไง คือ กระบวนการคอร์รัปชัน จะเริ่มด้วยการติดสินบน วิธีการติดสินบนก็มีหลายรูปแบบ เช่นการให้เงินให้ทอง ให้ผลประโยชน์ ให้การดูแลรับใช้ทำให้อย่างน้อยก็เกรงอกเกรงใจกัน ต่อมาก็ชวนมาเข้าร่วมทุจริตรับผลประโยชน์ด้วยกันเป็นเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน

ทีนี้ถ้าใครตกหลุมแรกคือไปรับผลประโยชน์ หรือไปเข้าร่วมขบวนทุจริตเสียแล้ว ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการติดหล่มนี้ได้ ใครขืนคิดจะแยกตัว หรือเปิดเผยความจริง ก็จะเจอ “การแบล็คเมล์”คือจะถูกแฉ ถูกเปิดโปง จนอาจจะเสียชื่อเสียง หรือติดคุกติดตะรางไปเลย

ดิฉันเห็นจริงด้วย เพราะเคยมีนักการเมืองบางคนที่คิดจะเอาใจออกห่างจากกลุ่มการเมืองทุจริต ก็จะถูกตรวจสอบคดีที่ตนเองมีส่วนร่วมทุจริต จนในที่สุดต้องสยบยอมแพ้ ปิดปากเงียบต่อไป

การทุจริตแบบ2B จึงเป็นหลักประกันให้ผู้มีส่วนร่วมทุจริตช่วยกันปกปิดความลับอย่างสนิท ไม่เปิดโปงซึ่งกันและกัน

ใครก็ตามที่คิดจะแก้ปัญหาการทุจริต จึงต้องระมัดระวังไม่ปล่อยตัวไปตกหลุมรับผลประโยชน์ จึงจะสามารถตรวจสอบการทุจริตได้อย่างแท้จริง

อุปมาว่าการทุจริตเหมือนอ่างน้ำที่มียาพิษร้ายแรงผสมอยู่ คนที่คิดจะจัดการกับการทุจริต เหมือนเอามือจุ่มลงไปในอ่างยาพิษนั้น เมื่อไหร่ที่มือนั้นมีแผล ยาพิษจะแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือดไปที่หัวใจ ทำให้ตายได้ทันที ดังนั้นใครที่คิดจะเอามือจุ่มลงในอ่างยาพิษ ต้องระมัดระวังอย่าให้มือมีบาดแผลเป็นลำดับแรก

สิ่งที่ท่านพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้พูดเมื่อวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2557 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า

” ขอเรียนว่าการย้ายข้าราชการไม่ได้สืบทอดอำนาจ หรือเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์ แต่เป็นการแก้ไขผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริต โดยเป็นการยากที่จะคัดสรรบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองยุคใดเข้ามาบริหารได้ ฉะนั้นถ้าเราตั้งใหม่ไปแล้ว และทำงานไม่ดี ก็ต้องปรับใหม่ตลอด”

ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในธุรกิจพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ข้าราชการระดับสูงที่มีหน้าที่กำกับนโยบายของกลุ่มธุรกิจพลังงาน เมื่อเข้าไปนั่งรับผลประโยชน์โบนัสจากกำไร หรือจากการถือหุ้นจำนวนมากของกลุ่มธุรกิจพลังงาน จึงไม่อาจกำกับนโยบายที่ให้ประโยชน์กับประชาชนได้ แต่กลับออกนโยบายเพื่อช่วยให้ธุรกิจพลังงานมีกำไรเพิ่มขึ้นเพื่อสนองต่อผู้ถือหุ้น แม้จะขาดหลักรัฐาภิบาลและประชาภิบาล ในขณะที่ประชาชนต้องทุกข์ยากลำบากจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นเพราะการผูกขาด ไม่ใช่กลไกตลาดอย่างที่อ้างกัน และการให้ท้ายจากผู้มีอำนาจในทุกรัฐบาล ข้าราชการที่เข้าไปนั่งเป็นตัวแทนของรัฐ และประชาชนที่ถือหุ้น 51% ไม่เคยกำหนดนโยบาย ที่ปกป้องประชาชนเลย จึงมีคำถามว่าเพราะเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อน ใช่หรือไม่?

สิ่งที่ท่านประธาน คสช. พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาพูดถึงการแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจึงควรมี”รูปธรรม” ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าท่านมีเจตจำนงดำเนินการตามนั้นจริง

สมัยที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามปกติ รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจใดอยู่แล้ว แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงานไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นส่วนข้างมากของฝ่ายรัฐ ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนเหล่านี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงกำหนดนโยบายที่เอื้อกลุ่มทุนธุรกิจเอกชนมากกว่าปกป้องประชาชนตลอดมา

ดังนั้นในขณะนี้ที่อยู่ในยุคสมัยของการรัฐประหาร อำนาจรัฐาธิปัตย์อยู่ในมือของ คสช.โดยสมบูรณ์ เรื่องธรรมาภิบาลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะเป็นเครื่องแสดงรูปธรรม ที่ท่านประธานคสช.ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งว่าการทำรัฐประหารของท่าน “ไม่ใช่การเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์” แต่เพื่อทำให้บ้านเมืองมีธรรมาภิบาล ปลอดพ้นจากการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นสนิมกัดกินประเทศจนแทบล่มสลาย

หากมุ่งหวังการบรรลุ”เป้าหมาย”ให้บ้านเมืองมีธรรมาภิบาล “วิธีการ”ก็ต้องมีธรรมาภิบาลด้วย ดังนั้นการตั้งรอง คสช.ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าระดับรองนายกรัฐมนตรี ถึง2ท่านเข้าไปเป็นบอร์ดใน ปตท. จึงขัดแย้งต่อสิ่งที่ท่านประธานคสช.ได้ระบุว่าจะจัดการกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในบ้านเมือง เพราะอำนาจของคสช.ควรเป็นอำนาจที่ใช้กำหนดนโยบายและการกำกับจากภายนอกองค์กร ไม่ควรเข้าไปซ้อนอยู่ในระดับปฎิบัติการด้วย ดังที่ผู้บริหารในปตท.มักอ้างเสมอว่า ” ปตท. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย”

หากปล่อยให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าไปรับผลประโยชน์จากการกำหนดนโยบายของตน ก็อาจจะถูกเพ่งเล็งและครหาจากประชาชน จนขาดความเชื่อมั่นในคสช.ได้

จึงขอกราบเรียนมายังท่านประธานคสช.ด้วยความจริงใจว่า ปรารถนาจะเห็นคณะคสช.ได้ใช้โอกาสที่บ้านเมืองว่างเว้นจากรัฐธรรมนูญ กระทำการแก้ไขสิ่งผิดที่นักการเมืองในอดีตดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงาน และองค์กรด้านพลังงานที่ครอบครองสาธารณสมบัติของชาติ แต่ทำเพื่อผลได้ของเอกชนเป็นหลัก และ หวังว่าคสช.จะไม่ดำเนินการในสิ่งที่กลุ่มทุนพลังงานต้องการ แต่ทำไม่ได้ในครั้งที่ยังมีรัฐธรรมนูญอยู่ จึงหวังอาศัยโอกาสทองที่บ้านเมืองว่างเว้นจากรัฐธรรมนูญ ผลักดันให้ผู้ถือรัฐาธิปัตย์ในขณะนี้ดำเนินการ อันได้แก่

1) กลุ่มทุนเสนอให้คสช.ขายหุ้นปตท.เพื่อไม่ให้รัฐถือหุ้นใหญ่ในปตท.ข้ออ้างคือเพื่อไม่ให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูก เพราะจะทำให้ปตท.ขาดทุนเหมือนการบินไทย ดิฉันขอย้ำว่ากรณีของปตท.แตกต่างจากการบินไทย เพราะปตท.ยังครอบครองสาธารณสมบัติที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนที่มีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่นระบบท่อส่งก๊าซ ระบบท่อส่งน้ำมัน ทั้งบนบกและในทะเล และทรัพย์สินอื่นที่ทำให้ปตท.มีอำนาจผูกขาดธุรกิจพลังงานเหนือกว่าเอกชนรายอื่น เป็นสิ่งที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยสั่งให้คืนหลวงแต่ปตท.คืนไม่ครบ

การแปรรูปรอบ2 เพื่อให้ปตท.เป็นเอกชน100% ทำไม่ได้ในขณะที่มีรัฐธรรมนูญอยู่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ2550 มาตรา 84(11) ระบุว่า”การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดจะกระทำมิได้”

สิ่งที่กลุ่มทุนพลังงานหวังจะให้ คสช.ดำเนินการในช่วงปลอดรัฐธรรมนูญ คือการอนุมัติขายหุ้นปตท.เพื่อให้ปตท.เป็นเอกชน 100% พร้อมกับสาธารณสมบัติของชาติ ซึ่งหากมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง จะทำให้ปตท. มีอำนาจผูกขาดโดยสมบูรณ์ทั้งที่เป็นเอกชน และหน่วยงานรัฐจะไม่สามารถตรวจสอบการดำเนินงานของ ปตท.ได้อีก

2) กลุ่มทุนเสนอให้คสช.อนุมัติแยกระบบท่อส่งก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อลดการผูกขาดของปตท.

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ระบบท่อส่งก๊าซและทรัพย์สินอื่นที่ได้มาโดยอำนาจมหาชน ที่มีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ศาลปกคองสูงสุดสั่งให้ปตท.คืนให้กับรัฐ แต่ปตท.ยังคืนไม่ครบ ซึ่งสตง.ตรวจสอบแล้วพบว่าท่อส่งก๊าซในทะเลยังไม่ได้คืนทั้งหมด

หากมีการแยกระบบท่อส่งก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ ท่อส่งก๊าซทั้งระบบจะต้องกลับมาเป็นกรรมสิทธิของรัฐ บริษัทที่จัดตั้งขึ้นต้องมีรัฐเป็นเจ้าของ 100% และทรัพย์สินที่มีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ ไม่สามารถนำไปแปรรูป จึงไม่สามารถตั้งบริษัทท่อก๊าซเพื่อนำไปซื้อขายในตลาดหุ้นอีก

3) คสช.ไม่ควรอนุมัติการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ก่อนที่จะแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบสัมปทาน ที่รัฐยกกรรมสิทธิทั้งปิโตรเลียม ข้อมูลทางธรณีวิทยาต้นฉบับทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลปริมาณสำรองของจริงและอุปกรณ์การผลิตให้กับเอกชน ทั้งนี้จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้เป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตที่นำกรรมสิทธิ์ ทั้ง3 ประการกลับมาเป็นของรัฐเสียก่อน

4) คสช.ควรยกเลิก MOU 2544 เรื่องข้อตกลงส่วนแบ่งปิโตรเลียมในพื้นที่พิพาทในอ่าวไทย จนกว่าจะมีการกำหนดเขตแดนที่ถูกต้องตามกฎหมายทะเลเสียใหม่ ไม่ควรรีบเจรจาตามความต้องการของกลุ่มทุนพลังงานในขณะที่ไม่มีกฎหมายมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ

5)ปัญหาธรรมาภิบาลของกองทุนน้ำมันที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินเคยท้วงติงว่าอาจผิดกฎหมายการคลังว่าด้วยการเก็บภาษี รวมทั้งปัญหาความโปร่งใสของกองทุนอนุรักษ์พลังงานด้วย ว่าที่ผ่านมาได้นำเงินกองทุนไปใช้จ่ายอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องเปิดเผยให้ประชาชนผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนโดยตรงได้รับรู้และตรวจสอบว่ากองทุนก้อนโตเหล่านั้นโดยแท้จริงแล้วเอาไปทำอะไรกันแน่

ในท้ายที่สุดนี้ กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยขอเรียกให้รัฐบาลคสช.ยับยั้งบอร์ดปตท.มิให้ดำเนินการไปตามข้อเสนอของกลุ่มทุนพลังงานดังกล่าว จนกว่าจะจัดตั้งสภาปฏิรูป ซึ่งมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจากประชาชน ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมและเจ้าของอธิปไตยของประเทศ มิใช่ฟังแต่เพียงกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม เช่น กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยที่ดิฉันสังกัดอยู่ก็ตาม

ดิฉันขอทบทวนความจำว่า ก่อนหน้านี้ในหลายวาระ บุคคลผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ซึ่งบัดนี้ได้เป็นประธานบอร์ดปตท.เรียบร้อยแล้ว) เคยประกาศข้อเสนอดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ โดยยินดีให้นำข้อเสนอของกลุ่มตนเข้าสู่เวทีการแลกเปลี่ยนของสภาปฏิรูป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเป็นการยุติธรรมกับฝ่ายต่างๆทั้งที่เป็นประชาชนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงโดยตรงจากราคาพลังงาน รวมทั้งผู้ประกอบการต่างๆเป็นจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง

ทุกฝ่ายรวมทั้งสื่อมวลชนที่กำลังจับตาอยู่ ไม่มีใครอยากเห็นภาพที่ประชาชนถูกมัดมือชกอย่างสะบักสะบอมก่อนขึ้นสู่สังเวียนสภาปฏิรูปประเด็นพลังงานภายในไม่ถึง3เดือนข้างหน้านี้

หลักการ 3 ข้อในการปฏิรูปพลังงาน (ฝากถึง คสช.)

ประสาท มีแต้ม

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปร่วมให้ความคิดเห็นต่อ คสช.ในนามของกลุ่ม “จับตาปฏิรูปพลังงาน” โดยที่ทาง คสช.ให้เวลา 45 นาที ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากๆ ผมเองได้มีโอกาสพูดประมาณ 15 วินาที อย่างไรก็ตาม ผมได้แนบบทความไปด้วย 3 ชิ้น แต่ไม่มั่นใจว่าทาง คสช.จะได้อ่านหรือไม่

ในบทความชิ้นนี้ผมจะหยิบเอาประเด็นสำคัญซึ่งผมถือว่าเป็นหลักการที่ทาง คสช. ควรใช้เป็นหลักในการแก้ปัญหาที่สำคัญมากของประชาชน มันเป็นหลักการทั่วไปที่มาจากการสรุปบทเรียนของกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้านพลังงานของประเทศเยอรมนีซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงมากในการสร้างนโยบายพลังงานของประเทศ

หลักการข้อที่หนึ่ง ต้องทำความคิดให้เป็นระบบ

ประเด็นที่ทาง คสช.ตั้งขึ้นมารับฟังความเห็นในวันนั้น (และวันก่อนหน้านั้นด้วย) เป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมเรื่องความมากน้อยของปริมาณสำรอง เรื่องการขายก๊าซหุงต้ม ตลอดจนเรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เป็นต้น

ผมเห็นด้วยนะครับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน แต่เรื่องดังกล่าวเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประเด็นพลังงานเท่านั้น ถ้าเปรียบไปแล้วประเด็นที่ยกขึ้นมาคุยกันก็เหมือนกับ “ตาบอดคลำช้าง” แต่ไม่สามารถเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของช้างทั้งตัวได้หรือไม่สามารถเข้าใจเรื่องพลังงานอย่างเป็นระบบได้

กรุณาอย่าเพิ่งสรุปว่าผมเพ้อเจ้อหรือนำเรื่องไร้สาระมาพูด แต่ถ้าเราเข้าใจในข้อความที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้แล้ว ผมเชื่อว่าโจทย์ในการพูดคุยเรื่องพลังงานต้องเปลี่ยนไป ข้อความที่ว่านี้คือ

“พลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้รวมกันตลอดทั้งปีนั้น เท่ากับพลังงานที่พระอาทิตย์ส่งมาถึงผิวโลกเพียง 8 นาทีเท่านั้น”

คำถามคือ ทำไมเราจึงไม่คิดถึงเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งอยู่บนผิวดิน แต่กลับไปสนใจแต่พลังงานปิโตรเลียมซึ่งอยู่ลึกลงไปในใต้ดินหลายพันเมตร

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็เพราะว่าเราได้ “ถูกล้างสมอง”จากกลุ่มพ่อค้าพลังงานปิโตรเลียม (รวมถึงถ่านหินด้วย) ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดทั้งแหล่งการผลิต การจัดจำหน่าย รวมทั้งเครื่องมือการสื่อสารที่ใช้เพื่อล้างสมองผู้บริโภคด้วย

การล้างสมองไม่ได้จำกัดอยู่ที่ว่า พลังงานปิโตรเลียมเป็นพลังงานสะอาดและมั่นคงเท่านั้น แต่ได้ลามไปถึงการดูถูกดูแคลนพลังงานแสงอาทิตย์ว่า “ไม่มีความมั่นคง” ด้วยทั้งๆ ที่พระอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานรวมไปถึงสรรพชีวิตทั้งปวงในจักรวาลนี้

ว่าไปแล้ว การล้างสมองดังกล่าวก็ได้ผลตามที่คาด คือทำให้คนลืมคุณค่าของพลังงานแสงอาทิตย์ไปเลย ไม่รู้และไม่เคยคิดว่า ในทุกๆ พื้นที่หนึ่งตารางเมตรของประเทศไทยนั้น ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ต่อปีเท่ากับน้ำมัน 500 ลิตรหรือ ถ่านหิน 950 กิโลกรัมหรือก๊าซธรรมชาติ 14,000 ลูกบาศก์ฟุต

ในอดีต ต้นทุนในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้านั้นมีต้นทุนสูงมาก นั่นเป็นความจริงครับ แต่ในปัจจุบันนี้ต้นทุนดังกล่าวได้ลดลงมาอย่างรวดเร็วมากจนเหลือเพียง 1% ของต้นทุนเมื่อ 35 ปีก่อนเท่านั้นโดยมีต้นทุนในการผลิตใกล้เคียงการผลิตจากก๊าซธรรมชาติและถูกกว่าการผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ดังนั้น ถ้า คสช.ขยายกรอบความคิดในการรับฟังความคิดเห็นจากเรื่องปิโตรเลียมซึ่งเป็น “ระบบย่อย” ของ “ระบบรวมของพลังงาน” ทั้งหมด วิธีการแก้ปัญหาของประชาชนก็จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญเช่น

การขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกที่กระทบต่อวิถีชีวิตและสุขภาพของชาวอีสานหลายจังหวัดในวันนี้ก็ยังไม่จำเป็น เพราะก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมดในภาคอีสานจะถูกนำมาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว ถ้าเรานำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้า การขุดก๊าซธรรมชาติก็ไม่จำเป็น

ในปี 2556 ประเทศเยอรมนีสามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่คนไทยใน 20 จังหวัดภาคอีสานและ 14 จังหวัดใช้รวมกัน ดังนั้นไม่ต้องสงสัยในเรื่องความเป็นไปได้ของพลังงานแสงแดด

ถ้าเราสามารถผลิตไฟฟ้าได้เยอะและมีราคาถูกลง ความจำเป็นในการใช้ก๊าซหุงต้มก็จะลดลง รวมถึงการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์ก็ลดลงด้วย หากเราหันมาใช้แบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าการให้ “สัมปทาน” รอบที่ 21 ก็ไม่จำเป็น (หมายเหตุ ผมเองเพิ่งเข้าใจว่าระบบสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบที่ประเทศมหาอำนาจใช้ปล้นสะดมทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศเมืองขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง)

ที่ผมได้กล่าวมาแล้วเป็นแค่ “ระบบพลังงาน” ในเชิงวิทยาศาสตร์โดยการคิดคำนึงถึงแหล่งพลังงานที่ครบถ้วนอย่างเป็นระบบ ไม่ถูกล้อมกรอบโดยพ่อค้าพลังงานผูกขาดเท่านั้น แต่ถ้ากล่าวให้เป็นระบบที่ใหญ่กว่านี้คือ “ระบบสังคม” จะพบว่าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหัวใจของระบบประชาธิปไตยที่เน้นการกระจายอำนาจ กระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะแสงอาทิตย์กระจายไปทั่วไม่เลือกผู้ดีมีจน

และที่สำคัญกว่านั้นสามารถลดการคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาหนักอกของประเทศไทยได้ด้วย แต่น่าเสียดายมากๆ ที่ในการแสดงความเห็นที่ทาง คสช.เป็นผู้กำหนดโจทย์ในวันนั้น ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่กล่าวถึงเรื่องปิโตรเลียมเพียงอย่างเดียวอย่างโดดๆ ไม่มีการเชื่อมกับมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืนของลูกหลานในอนาคต

ที่น่าเสียดายมากกว่านั้น พลังงานแสงแดดกำลังถูกนักการเมืองในอดีต (หมาดๆ ซึ่งด้านหนึ่งก็หลอกประชาชนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ด้านหนึ่งก็แอบเสนอโครงการเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน) นำไปสร้างโครงการที่ส่อไปในทางคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร ซึ่งทางองค์การต่อต้านการคอร์รัปชันได้ยื่นเรื่องให้ทาง คสช.เพื่อตรวจสอบไปแล้ว และผมเองก็ได้เขียนบทความวิเคราะห์เชิงตัวเลขประกอบให้ คสช.ไปแล้วด้วย (บทความเรื่อง คดีปล้นแดด)

หลักการจัดระบบความคิดให้เป็นระบบเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดสินใจของทุกคนและในทุกเรื่อง แต่สำหรับ คสช.แล้วยิ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกว่าด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการคือ (1) วิธีการเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.ไม่ใช่วิธีการที่ปกติ ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนหนึ่ง และของนานาประเทศด้วย ขณะเดียวกันประชาชนอีกส่วนหนึ่งก็คาดหวังไว้สูงมากเพราะเขาเดือดร้อนจริงๆ (2) เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ซับซ้อน (คอลัมน์นี้ชื่อ “โลกที่ซับซ้อน”) ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่ ทาง คสช.เชิญฝ่ายต่างๆ มาให้ความเห็น ผมจึงขอเชียร์ครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังมากๆ คือการแยกแยะความถูกผิดที่เกี่ยวกับข้อมูลและความรู้อย่างเป็นระบบ ระวังอย่าให้ถูกใครหลอกเอาอำนาจที่ทาง คสช.ได้มาไปหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้เท่าทัน

หลักการข้อที่สอง ต้องมีความกล้าหาญ

ผมทราบและเชื่อมาตลอดว่า ทหารทุกคนถูกฝึกให้มีความกล้าหาญและเสียสละเพื่อประเทศชาติ แต่ประเด็นความกล้าหาญในที่นี้ก็คือ ความกล้าหาญที่จะตัดสินใจเพื่อประชาชนหลังจากที่ได้ทำความคิดให้เป็นระบบแล้ว โดยไม่เกรงกลัวว่าจะกระทบฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือไม่อิงประชานิยมโดยไม่ยึดหลักการตามข้อที่หนึ่งที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมที่หาได้ยากในนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เช่น ในช่วงที่มีการเลือกตั้งครั้งหนึ่งของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆ ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลก็นำเงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลต่อไป

ต้องมีความกล้าหาญที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมราคาเอทานอล (ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำมันอี 85) ในตลาดสหรัฐอเมริกาและบราซิลซึ่งผลผลิตรวมกันถึง 85% ของโลกจึงอยู่ที่ลิตรละ15 บาท แต่ราคาอ้างอิงในประเทศไทยอยู่ที่ 27 บาทต่อลิตร ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการส่งออกเอทานอลด้วยเราไม่ได้นำเข้า แต่ทำไมเราปล่อยให้คนไทยต้องจ่ายในราคาเกือบสองเท่าตัว

เมื่อตั้งคำถามแล้วต้องตรวจสอบค้นหาความจริงจากนั้นก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะสั่งการ ในทำนองเดียวกันโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ของชุมชน จำนวน 800 ชุมชนๆ ละ 1 เมกะวัตต์ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทไฟฟ้าใช้ชื่อองค์กรชาวบ้านเป็นนอมินี โดยบริษัทสามารถรีดกำไรไปจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าร่วม 6-7 หมื่นล้านบาทในเวลา 25 ปีและประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงโดยไม่จำเป็น

คสช.ต้องมีความกล้าหาญเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ที่บังคับให้ใช้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นระบบเมืองขึ้นที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนเขาพากันวิ่งหนีไปใช้ระบบอื่นกันหมดแล้ว

ความพยายามที่จะยกเลิกใบอนุญาตที่เรียกว่า รง.4 ที่เป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว แต่ผมเห็นว่านั่นเป็นแค่ 1 ใน 3 ของปัญหาเท่านั้น ยังไม่เป็นระบบครับ อีก 2 ปัญหาคือการไปจำกัดโควตาไว้ที่ 200 เมกะวัตต์เท่านั้น และการกำหนดราคารับซื้อที่ค่อนข้างสูง

ประเทศเยอรมนีประสบผลสำเร็จเพราะการไม่จำกัดโควตาครับ ตรงนี้คือหัวใจของปัญหา เรื่อง รง.4 เป็นประเด็นล้าหลังอย่างเหนือความคาดหมาย ถึงทาง คสช.จะช่วยแก้ปัญหาก็ได้เฉพาะกะพี้เท่านั้นนี่คืออีกตัวอย่างของหลักการในข้อที่หนึ่งคือความเป็นระบบของความคิด ที่ต้องย้ำกันบ่อยๆ

หลักการข้อที่สาม พันธมิตรที่ดีที่สุดคือประชาชน

ประเด็นพลังงานเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมานาน แต่เพิ่งได้รับการยกระดับให้ขึ้นสู่เวที กปปส.ในช่วงไม่นานก่อนที่จะเกิด คสช.แม้ข้อเรียกร้องจะยังไม่เป็นระบบดีนัก แต่มันเป็นความเดือดร้อนจริงๆ

ข้อมูลจากการศึกษาเปรียบเทียบราคาน้ำมันเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนจาก 61 ประเทศทั่วโลก โดยเรียกว่า “ค่าความเจ็บปวดที่ปั๊มน้ำมัน” ถ้าอันดับค่าความเจ็บปวดอยู่ในอันดับต้นๆ แสดงว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนประเทศนั้นแย่พบว่าประเทศไทยมีค่าความเจ็บปวดสูงเป็นอันดับที่ 8 ทั้งๆ ที่เมื่อกลางปี 2556 อยู่ที่อันดับ 10 แล้วก็แย่ลงมาเป็นอันดับ 9 เมื่อปลายปี 2556ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีอันดับท้ายๆ เพราะราคาน้ำมันถูกกว่าประเทศไทยเล็กน้อยแต่รายได้เฉลี่ยต่อวันที่กว่า 4 พันบาท

การนำราคาน้ำมันของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันโดยไม่คำนึงรายได้ของผู้บริโภค ก็เป็นการสะท้อนถึงความคิดที่ไม่เป็นระบบของกระทรวงพลังงานและนักการเมืองไทย

หากมีการจำแนกกลุ่มคนต่อประเด็นการปฏิรูปพลังงานในประเทศไทยก็จะมี 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (1) นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่ทำงานตามนโยบายของนักการเมืองมาตลอด (2) กลุ่มธุรกิจพลังงานซึ่งมีหลายกลุ่มย่อย แต่กลุ่มที่ใช้อำนาจรัฐและสิทธิพิเศษบางประการคือกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ (3) กลุ่มผู้บริโภคพลังงาน

แต่ผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปฏิรูปพลังงานครั้งนี้คือคนใน 2 กลุ่มแรก โดยใช้ความได้เปรียบนานาชนิด ทั้งการใช้สื่อสาธารณะและการเงินโฆษณามหาศาล เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคพลังงาน (ซึ่งรวมถึงกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน) ได้มีโอกาสเสนอความเห็นอย่างจำกัดมากๆ

ความจริงแล้วกลุ่มผู้บริโภคพลังงานเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุด ได้รับผลกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐมากที่สุดแต่เสียงของผู้บริโภคกลับได้รับการพิจารณาน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระแสการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนได้ค่อยๆ สะสมพลังและเติบใหญ่มากขึ้น ได้สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนให้ปรากฏเป็นจริงมากขึ้น ขยายวงกว้างขวางมากขึ้นแม้จะถูกปิดกั้นและป้ายสีมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

การเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปพลังงานไม่เพียงแต่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลกเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อความเป็นธรรมในสังคมเป็นการตอบสนองต่อระบบคุณค่าหรือระบบคุณธรรมของมนุษย์ที่สำคัญ 2 ประการคือ คือ (1) ต้องการความเป็นอิสระ และพึ่งตนเอง และ (2) ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ก่อมลพิษให้ผู้อื่น

ซึ่งการตอบสนองดังกล่าวคือการใช้พลังงานหมุนเวียนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จึงควรถือว่าประชาชนคือพันธมิตรที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาพลังงานในครั้งนี้ และหากท่านเดินแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ใช้ประชาชนเป็นพันธมิตร ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างแน่นอน ขอให้ท่านมีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ทั้งนี้ท่านต้องจัดระบบความคิดในเรื่องพลังงานให้เป็นระบบเสียก่อนการกล้าหาญโดยมีความคิดไม่เป็นระบบถือว่าเป็นการบ้าบิ่น

ผมยังหวังว่า คสช.จะสามารถแก้ปัญหาสำคัญของชาติได้ ถ้าท่านเข้าใจและยึดหลักสำคัญ 3 ประการเป็นสรณะ แต่ความไม่แน่ใจของผมก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการบริหาร ปตท.ชุดใหม่

ซูเปอร์บอร์ด – เค้าลางการแปรรูป ปตท. รอบ 2 และการคอร์รัปชัน

รสนา โตสิตระกูล
อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ
29 มิถุนายน 2557

imageเห็นรายชื่อซูเปอร์บอร์ด และบอร์ดปตท.ที่ คสช.ตั้งเพื่อคุมรัฐวิสาหกิจ และคุมปตท.เมื่อวันก่อนแล้วมองเห็นเค้าลางการแปรรูปปตท.รอบ2 คนที่ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่มีความเชื่อโน้มเอียงที่จะเห็นว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องความก้าวหน้า และช่วยกำจัดการล้วงลูกของนักการเมือง

วาทกรรมที่ว่า รัฐไม่ควรถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ควรขายหุ้นออกไปให้เป็นเอกชน อย่างบริษัทปตท.เป็นตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ยังมีสภาพดีอยู่ แต่ถ้าปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูก ก็มีโอกาสจะเจ๊งเหมือนตัวอย่างของบริษัทการบินไทย

ฟังดูดีมีเหตุผล แต่เป็นเหตุผลชั้นเดียวที่ปิดบังตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังนักการเมืองอีกชั้น คือกลุ่มทุนพลังงาน โจเซฟ สติกลิทซ์( Joseph Stiglitz ) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิลไพรซ์ นิยามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ว่าคือ “การคอร์รัปชัน” (Privatization is bribarization) โดยกล่าวว่า

” การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ( Privatization ) หมายความว่าพวกตนไม่จำต้องแค่ฉกฉวยกำไรจากรัฐวิสาหกิจเป็นรายปีอีกต่อไป เพียงแต่บอกขายรัฐวิสาหกิจให้ต่ำกว่าราคาตลาดเสีย พวกตนก็สามารถฉวยเอามูลค่าสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจก้อนโตเข้าตัว แทนที่จะทิ้งมันไว้ให้ผู้มาดำรงตำแหน่งคนต่อๆไปถลุง….” ( คำแปลของเกษียร เตชะพีระ จากมติชน30 เม.ย2547)

สิ่งที่ Joseph Stiglitz กล่าวนั้นเกิดขึ้นกับกรณีการแปรรูปปตท.เมื่อปี 2544 เห็นได้ชัดเจนว่า การตีมูลค่าทรัพย์สินของปตท. เพื่อกำหนดราคาหุ้น เลือกใช้วิธีคิดมูลค่าทรัพย์สินของชาติตามมูลค่าบัญชี ซึ่งทรัพย์สินปตท.ที่ตัดค่าเสื่อมแล้วเหลือมูลค่าเพียง 100,873 ล้านบาท ประชาชนเคยลงทุนในการสร้างอุปกรณ์ สาธารณูปโภคด้วยภาษีมหาศาล เมื่อตัดค่าเสื่อมอุปกรณ์ที่ลงทุนในยุคแรกหมด ที่เหลือคือกำไรที่รัฐจะสามารถกำหนดราคาพลังงานขายประชาชนในราคาย่อมเยาว์ลงเพราะไม่มีต้นทุนอุปกรณ์ เหลือเพียงค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เท่านั้น

การแปรรูปตามมูลค่าบัญชีคือการชุบมือเปิบ ตัดยอดเอามูลค่าสินทรัพย์ในราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง เอาไปแบ่งให้เอกชน 48% ด้วยเม็ดเงินเพียง 28,277 ล้านบาทเท่านั้น (ทั้งที่ตอนแรกรัฐบาลทักษิณได้โยนหินถามทางว่าจะแปรรูปเพียง25%เท่านั้น) อย่างท่อส่งก๊าซและอุปกรณ์ทั้งระบบถูกตีมูลค่าเพียง 46,189ล้านบาท โรงแยกก๊าซ 4โรงถูกตีราคาเพียง 3,212ล้านบาท ฯลฯ

ลำพังนักการเมืองอาชีพคิดและทำไม่ได้ขนาดนี้หรอก ถ้าไม่ใช่นักธุรกิจการเมืองอย่างทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นทั้งพ่อค้า และเป็นทั้งนายหน้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานระดับโลก

การแปรรูปปตท.เมื่อปี 2544 คือการเจาะเข้าสู่ระบบโครงสร้างพลังงานของประเทศโดยกลุ่มทุนการเมืองที่อาศัยอำนาจรัฐดำเนินการ ไม่ต่างจากสิ่งที่ธีรยุทธ บุญมีกล่าวปาฐกถา( ในงานธรรมศาสตร์ 80 ปี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2557 ) ว่า ” วิกฤติประเทศไทยล้ำลึกเพราะอำนาจรัฐ อำนาจสาธารณะของประเทศถูกเจาะไชเป็นรูลึก กลุ่มทุนและนักการเมืองกลายเป็นตัวละครหลัก ที่มีทั้งฐานอำนาจ และการเงินมหาศาล เป็นที่มาของวิกฤติสังคมการเมืองไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว เพราะการปล่อยให้พื้นที่อำนาจรัฐ ถูกใช้ประโยชน์เป็นของส่วนตัวซึ่งมักเรียกว่าเป็นการคอรัปชันทางนโยบาย หรือคอร์รัปชันแบบบูรณาการทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เป็นการคอรัปชันแบบล้ำลึก โดยอาศัยอำนาจครบวงจร ”

การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้สกัดกั้นการต่อสู้ของภาคประชาสังคมที่ต้องการตรวจสอบการแปรรูปปตท.ที่ไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล กล่าวคือมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและกลุ่มภาคประชาสังคมได้ทำการฟ้องคดีการแปรรูปปตท. ต่อศาลปกครองสูงสุดในปี 2548 แต่การรัฐประหารในครั้งนั้นเปิดโอกาสให้มีการออก “พ.ร.บ กำกับกิจการพลังงาน พ.ศ 2550″ ในสภาสนช.ซึ่งเป็นสภาเดียวในเวลาอันรวดเร็ว อย่างชนิดที่สภานิติบัญญัติในเวลาปกติ ไม่สามารถทำได้

ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินคดีปตท. ในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 หลังจากพ.ร.บกำกับกิจการพลังงานฉบับนี้มีผลเป็นกฎหมายในวันที่ 11 ธันวาคม 2550 โดยถือเป็นการเยียวยาความเสียหาย จากการแปรรูปที่ขัดกฎหมาย แต่เนื่องจากศาลเห็นว่าการแปรรูปปตท.ได้ก่อนิติสัมพันธ์เป็นอันมาก หากเพิกถอนการแปรรูปก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าการแปรรูปปตท.ไปเป็นบริษัทเอกชน มหาชน ได้ทำให้ ” ปตท.สิ้นสภาพจากการเป็นองคาพยพของรัฐ ” จึงไม่สามารถครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชน ซึ่งคือบรรดาทรัพย์สินที่ทำให้ปตท.มีอำนาจผูกขาด ได้แก่ระบบท่อส่งก๊าซ และ ระบบท่อส่งน้ำมันฯลฯ รวมทั้งการสั่งให้ปตท.ไม่สามารถใช้อำนาจรัฐอีกต่อไป

การแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติเช่นระบบท่อส่งก๊าซ ที่เป็นสาธารณสมบัติที่มีลักษณะผูกขาดนั้นเป็นทรัพย์สินเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติ องค์กรที่เป็นเอกชนอย่างปตท.ไม่สามารถครอบครองได้ แต่รัฐมนตรีพลังงานในสมัยนั้น ไม่ได้แบ่งแยกให้ครบถ้วนตามมติครม.ที่ให้สำนักตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนเสียก่อน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาผู้ว่าฯ สตง.ในสมัยนั้นมีเอกสารระบุว่าปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบ

แต่นักการเมืองและข้าราชการของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลังต่างพร้อมใจกันไม่ทวงคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนประชาชนที่นำคดีฟ้องต่อศาลกลับกลายเป็นว่า ประชาชนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ จึงไม่มีอำนาจขอให้มีการบังคับคดี ส่วนเจ้าของทรัพย์แทนประชาชนคือกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานก็ไม่ทำตามมติครม.รัฐบาลพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ที่มอบหมายให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนทรัพย์สิน

การห้ามปตท.ใช้อำนาจรัฐ แต่การที่มีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพลังงานมาเป็นบอร์ดปตท.จึงเป็นผู้มาใช้อำนาจรัฐแทนปตท. เห็นได้ว่าการทับซ้อนเรื่องผลประโยชน์ของข้าราชการเหล่านี้ ทำให้นโยบายพลังงานของกระทรวงพลังงานล้วนแต่เอื้อประโยชน์ให้ปตท.ทำกำไรมากขึ้น และผู้บริหารเหล่านั้นจะได้รับโบนัสที่เชื่อมโยงกับผลกำไรของปตท. จึงไม่แปลกที่ข้าราชการเหล่านั้นที่เข้าไปเป็นบอร์ดปตท.ในโควต้าของรัฐที่ถือหุ้น51% แต่ไม่เคยกำหนดราคาก๊าซที่ปตท.ผูกขาดขายให้กฟผ. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ100% ให้มีราคาถูกกว่าหรืออย่างน้อยถัวเฉลี่ยราคาให้เท่ากับที่ขายให้บริษัทลูกในเครือของปตท.

กล่าวคือกฟผ.ต้องซื้อก๊าซในราคาPool Gas (ก๊าซจากพม่าและก๊าซ LNG นำเข้าที่มีราคาแพงมารวมกัน)ที่แพงกว่าราคา Gulf Gas(ก๊าซจากอ่าวไทย) ที่มีราคาถูกกว่า และปตท.จะขายก๊าซจากอ่าวไทยให้กับบริษัทปิโตรเคมีในเครือของตัวเองก่อน เพื่อให้บริษัทลูกของตัวเองมีกำไรสูง แต่ผลักให้กฟผ.ไปใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาแพงซึ่งส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของกฟผ.แพงขึ้น และในที่สุดก็ผลักมาเป็นภาระของผู้ใช้ไฟคือประชาชนทุกคน

ข้าราชการกระทรวงพลังงานที่เป็นบอร์ดปตท. เมื่อเปลี่ยนหมวกมาทำหน้าที่ในฐานะข้าราชการก็ยังใช้อำนาจในการชงมติกพช.(คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) และมติครม. ให้จัดสรรก๊าซLPG ให้ปิโตรเคมีที่เป็นบริษัทเอกชนในเครือปตท.ใช้ก่อนในราคาถูก และผลักประชาชนทุกกลุ่มไปใช้ก๊าซLPGในราคาตลาดโลก โดยช่วงที่ขึ้นราคาโดยตรงไม่ได้ ก็ใช้วิธีเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันมาอยู่ในกองทุนน้ำมันและจ่ายชดเชยราคาก๊าซ LPG นำเข้าให้กับปตท.เพียงเจ้าเดียว เป็นการอำพรางกำไรให้กับปตท.

การอ้างพ.ร.บ.กำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ว่าจะเป็นกฎหมายที่มากำกับราคาพลังงานอย่างเป็นธรรมนั้น แต่ปรากฎว่ามาตรา3 ถูกเขียนล็อคไว้ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ใช้อำนาจดูแลได้เฉพาะการคิดค่าผ่านท่อเพื่อไปคิดราคาค่าไฟฟ้าเท่านั้น กกพ.ไม่มีอำนาจกำกับราคาพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งราคาก๊าซ และราคาน้ำมัน จึงเป็นการออกแบบคณะกรรมการกกพ.ให้มีหน้าที่จำกัด เป็นการอำพรางอีกชั้นหนึ่งว่ามีกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว แต่ความจริงแล้วคณะกรรมการกกพ.ตกอยู่ภายใต้การกำกับของข้าราชการ และนักการเมืองในกระทรวงพลังงาน ที่ถูกกำกับด้วยบอร์ดปตท. อีกชั้นหนึ่ง

ดังจะเห็นได้ว่า กกพ.ต้องปฏิบัติตามคู่มือราคาก๊าซที่ชงโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ที่ให้ปตท.สามารถนำท่อก๊าซทั้งระบบที่ยังไม่คืนให้รัฐตามคำพิพากษา ไปตีราคาทรัพย์สินใหม่ โดยให้บริษัทต่างชาติ2บริษัทตีมูลค่าท่อก๊าซ จากที่เคยเอาไปแปรรูปตามมูลค่าบัญชีในราคา 46,189ล้านบาท กลายเป็นมีมูลค่าตลาดถึง120,000ล้านบาท และ กกพ.อนุมัติให้ปตท. สามารถคิดค่าผ่านท่อจากประชาชนเพิ่มขึ้นอีก2บาทต่อหน่วย ทำให้ปตท.มีกำไรเพิ่มขึ้นปีละ2,000ล้านบาทจากทรัพย์สินเดิมของประชาชน ทั้งที่ค่าผ่านท่อในแต่ละปีก็ทำรายได้ให้ปตท.ถึงปีละ20,000ล้านบาททุกปี แต่ถูกตีมูลค่าทรัพย์สินตอนแปรรูปเพียง 46,000ล้านบาท

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในปี2549 ทำให้รัฐและประชาชนสูญเสียปตท.ไปครึ่งหนึ่ง และ48% ของหุ้นที่รัฐและประชาชนเสียไป ได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนบ้าง นอกเหนือจากกำไรอันมหาศาลของเอกชนผู้ถือหุ้น48% และราคาพลังงานที่ถีบตัวสูงขึ้น ก่อความเดือดร้อนให้กับค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐที่ถือหุ้น 51% นอกจากมีรายได้ไม่คุ้มเสียแล้ว ก็ยังไม่สามารถคุ้มครองค่าครองชีพและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศได้เลย

หลังจากกลุ่มทุนพลังงานได้กุมกลไกการผูกขาดผ่านปตท.ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็เริ่มมีการโยนหินถามทางเรื่องจะให้รัฐขายหุ้นปตท. ออกไปสัก2%เพื่อให้ปตท.เป็นเอกชนอย่างสมบูรณ์ การโยนหินถามทางนี้เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลน.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อปี 2554 แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ 2550 มาตรา84(11) ได้ระบุไว้ว่า “การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดจะกระทำมิได้” ทำให้ความปรารถนาของกลุ่มทุนพลังงานไม่อาจบรรลุผลได้ในเวลานั้น

การรัฐประหารปี 2557 นี้อาจจะกลายเป็นโอกาสสำคัญที่กลุ่มทุนพลังงานจะสามารถใช้ช่องทางพิเศษ ในเวลาพิเศษ ในการเจรจาต่อรองกับคสช. เพื่อจะได้แปรรูปบริษัทปตท.อีกครั้งให้เป็นเอกชน100%เสียที ด้วยการสร้าง วาทกรรมอำพรางว่า “อย่าปล่อยให้นักการเมืองมาล้วงลูก” โดยที่แสร้งหลงลืมไปว่ากิจการพลังงานแห่งชาตินั้นเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน จะนำไปเปรียบเทียบกับกิจการการบินไทยไม่ได้ เพราะหากวาทกรรมล้วงตับประชาชนเช่นนั้นได้ผล ในไม่ช้าก็จะหันมาแปรรูปกฟผ.ดังที่รัฐบาลทักษิณเคยพยายามมาแล้ว

ถ้าสามารถแปรรูปบริษัทปตท.ให้เป็นเอกชน100% สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมเพื่อกำไรสูงสุดของเอกชน ก็จะอยู่มือของกลุ่มทุนโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องหาวิธีอำพราง หรืออาศัยข้าราชการกระทรวงพลังงานในชงมติเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนอีกต่อไป เป็นการหนีการตรวจสอบจากข้อมูลของวุฒิสภา ที่ผนวกกับภาคประชาสังคมที่เริ่มตื่นตัว และทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดตัวแทนของรัฐ 51% ในบริษัทปตท.จึงชงแต่มติที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์?

การต่อสู้กับระบอบทักษิณ คือการต่อสู้กับระบอบทุนที่ครอบงำรัฐ ที่มีจุดมุ่งหมายในการครอบงำ ผูกขาด และกินรวบทรัพยากรในประเทศไทย เป็นการคอร์รัปชันที่กินลึก และ”พลังงานคือกล่องดวงใจของทักษิณ ชินวัตร”

หากคสช.ปล่อยให้มีการแปรรูปบริษัทปตท.รอบ2โดยไม่แยกทรัพย์สินผูกขาดออกมาเสียก่อน คสช. ก็กำลังช่วยต่อยอดให้กับระบอบทักษิณที่จะกลับมาใหม่หลังยุคคสช.ไม่ว่าจะโดยรู้เท่า หรือไม่รู้เท่าทันเกมของกลุ่มทุนพลังงานที่มุ่งแสวงหากำไรให้ผู้ถือหุ้น หรือให้เอกชนรายใหญ่ก็ตาม และนั่นจะเป็นการสร้างความแตกร้าวให้กับสังคมไทยรอบที่2 หลังจากที่ทักษิณ ชินวัตรได้กระทำให้เกิดความแตกแยกร้าวลึกในหมู่ประชาชนจนกลายเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาแล้ว

ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานไทยที่เป็นธรรมและยั่งยืน

โดย กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.)ยื่นต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557

สถานการณ์ปัญหา

สืบเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ให้มีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มและน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่ม E20 และ E85 ทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการบิดเบือน และเกิดภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก

ภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันส่วนใหญ่ มีต้นตอสาเหตุเกิดจากนโยบายการจัดสรรพลังงานในประเทศที่ไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๑ มีหลักการการจัดสรรปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศ ให้กับปริมาณความต้องการในภาคครัวเรือนและปิโตรเคมีเป็นลำดับแรกก่อน หากเหลือจึงให้ผู้ใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงได้ใช้เป็นลำดับถัดไป และหากไม่พอให้นำเข้า โดยให้ภาระเกือบทั้งหมดในการนำเข้าก๊าซ LPG เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้ก๊าซ LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงรวมถึงผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มอื่นผ่านการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซ LPG เป็นวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมชนิดนี้ จนปัจจุบันเป็นกลุ่มที่ใช้ LPG สูงเป็นอันดับหนึ่ง เพิ่งถูกกำหนดให้จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง ๑ บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี่เอง

ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรพลังงาน ยังมีที่มาสำคัญอีกประการคือ การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทยด้วยการใช้ “ระบบสัมปทาน” ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ แม้จะทำให้ประเทศได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของค่าภาคหลวงและเงินภาษีจำนวนหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมและปิโตรเลียมที่ผลิตได้ให้กับบริษัทผู้รับสัมปทานไปในช่วงเวลาที่ได้รับสัมปทาน ทำให้ประชาชนทั้งประเทศในฐานะเจ้าของทรัพยากรตัวจริง เมื่อต้องการใช้พลังงานจะต้องจ่ายเงินซื้อปิโตรเลียมของตัวเองในราคาที่อิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน ซึ่งปัจจุบันมีราคาที่ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาพลังงานของประเทศไทยแทบไม่มีความแตกต่างไปจากประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานทั้งหมดแต่อย่างใด

ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าว กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.) อันเกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการและประชาชน เห็นควรที่จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกิจการพลังงานทั้งระบบตั้งแต่กิจการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ รวมถึงต้องมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศให้ลดน้อยลง และเพื่อให้เป็นพลังงานที่พึ่งพาของประเทศได้อย่างแท้จริง อันเป็นไปตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีข้อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อดำเนินการ ดังนี้

๑. ขอให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเป็นการจัดเก็บเงินจากประชาชน และใช้จ่ายเงินโดยไม่ผ่านการตรวจสอบของระบบรัฐสภา และเป็นการจัดตั้งที่อาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้ผิดวัตถุประสงค์แทนที่จะเป็นการรักษาเสถียรภาพของราคากลับกลายเป็นการบิดเบือนราคา โดยเก็บเงินจากผู้ใช้กลุ่มหนึ่งมาจ่ายให้ผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้โครงสร้างน้ำมันสำเร็จรูปไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง การยกเลิกกองทุนน้ำมันจะส่งผลให้ให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันอยู่มีราคาขายปลีกลดลงได้ เช่น เบนซิน ๙๕ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๑๐ บาทต่อลิตร), แก๊สโซฮอล์ ๙๕ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๓.๓๐ บาทต่อลิตร) , แก๊สโซฮอล์ ๙๑ (ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๑.๒๐ บาทต่อลิตร) และ ดีเซล(ปัจจุบันจ่ายอยู่ ๐.๘๑ บาทต่อลิตร) ส่วนน้ำมันอี ๒๐ และอี ๘๕ เมื่อไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายอุดหนุนแล้ว รัฐบาลก็ยังสามารถควบคุม โดยการทบทวนโครงสร้างราคาจำหน่ายเอทานอล และค่าการตลาดที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะน้ำมันอี 85 ไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควรกับผู้บริโภค

เนื่องจากการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทันที จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหลายๆส่วน จึงขอให้ คสช. ดำเนินการดังนี้

๑.๑ ให้ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG กับประชาชน โดยจะต้องยกเลิกมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๑ ที่มีการจัดสรรก๊าซ LPG ให้ปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือนเสียก่อน แล้วจึงให้รัฐบาลมีนโยบายให้ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ต้องจัดสรรให้ประชาชนใช้ก่อนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน ด้วยราคาตามต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต มิใช่อิงราคาตลาดโลก เมื่อเหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทรวมถึงปิโตรเคมี ควรเป็นผู้รับภาระการนำเข้านั้นเอง ด้วยวิธีนี้จะเป็นการยุติภาระการนำเข้าก๊าซ LPG ของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงไปได้

๑.๒ ภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันประมาณ ๗,๕๐๐ ล้านบาท ให้ดำเนินการเรียกเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอัตราที่ใกล้เคียงกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งปัจจุบัน (ณ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๗) ปิโตรเคมีใช้ LPG ประมาณวันละ ๗,๘๗๖,๐๐๐ กิโลกรัม เมื่อทำดังนี้จะทำให้ภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหมดไปภายในเวลาประมาณ ๓ เดือน

๑.๓ ขอให้พิจารณาให้มีการสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพิ่มให้เพียงพอต่อปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ เนื่องจากปัจจุบันโรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ๖ โรงของ ปตท. มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติตามค่าการออกแบบ (Nameplate Capacity) ได้ รวม ๒,๖๖๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่ในปี ๒๕๕๖ ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จึงยังมีก๊าซธรรมชาติอีกไม่น้อยกว่า ๑,๓๔๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันที่ไม่ได้เข้าโรงแยกก๊าซแต่ถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าอย่างน่าเสียดาย หากมีการสร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นจะช่วยให้ไม่ต้องมีการนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกต่อไป

๒. ขอให้พิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ ดังนี้

๒.๑ ขอให้ยกเลิกการเรียกเก็บค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเทียมซึ่งมิได้เกิดขึ้นจริง รวมถึงการทบทวนการใช้มาตรฐานน้ำมันยูโร 4 และกำหนดให้น้ำมันสำเร็จรูปไทยเป็นมาตรฐานเดียวกันกับกลุ่มประเทศอาเซียน(ยูโร 2) เพราะมาตรฐานน้ำมันยูโร 4 เป็นมาตรฐานที่สูงเกินจำเป็น ทำให้ต้องเสียค่าปรับปรุงคุณภาพเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน การกำหนดมาตรฐานที่สูงเกินจริงเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการกีดกันทางการค้าน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน และอาจถูกใช้ในลักษณะของการทำให้เกิดการผูกขาดการค้าน้ำมันในประเทศ

๒.๒ ขอให้ตรวจสอบต้นทุน ณ โรงกลั่น ของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดที่ใช้เอทานอลเป็นส่วนผสม โดยเฉพาะ E20 และ E85 เพราะมีราคาที่สูงกว่าน้ำมันเบนซิน 95 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปจ่ายชดเชยเพื่อทำให้ราคาน้ำมันที่ผสมเอทานอลมีราคาต่ำกว่าเบนซิน 95 นับเป็นการบิดเบือนราคาน้ำมันและก่อให้เกิดภาระหนี้ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้

๒.๓ ขอให้ตรวจสอบและควบคุมค่าการตลาดของน้ำมันสำเร็จรูปมิให้สูงเกินกว่า ๑.๕๐ บาท/ลิตร โดยให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับส่วนแบ่งจากค่าการตลาดไม่น้อยกว่า ๐.๗๕ บาท/ลิตร ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมของผู้บริโภคและผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

๓. ให้มีมาตรการเพื่อยุติการผูกขาดของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีอำนาจผูกขาดในกิจการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

ณ ปัจจุบัน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม เป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาตอย่างครบวงจรเพียงรายเดียวในประเทศ โดยครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิต การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่าย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ และการพัฒนาธุรกิจใหม่ และยังเป็นผู้ดำเนินการจัดหา ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และดำเนินธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ส่วนโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ปตท. ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง ๕ โรงกลั่นจากที่มีอยู่ ๖ โรงกลั่น นำไปสู่สิทธิผูกขาดในการเป็นผู้จัดซื้อ จัดหาพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศแต่เพียงรายเดียว รวมถึงได้สิทธิเป็นผู้ผูกขาดการขายน้ำมันสำเร็จรูปให้กับหน่วยงานของรัฐบาล การที่ ปตท. ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว จึงถือว่ามิใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป บรรดาสิทธิและทรัพย์สินที่ได้มาด้วยการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ ต้องถูกยกเลิกไป และให้ ปตท. เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และเพื่อให้การประกอบกิจการพลังงานมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ (มาตรา ๘๔ (๑) และ (๕)) รัฐจึงสมควรดำเนินการตามแนวทางดังนี้

๓.๑ ให้ดำเนินการนำท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลในส่วนที่เป็นของรัฐทั้งหมดออกจาก ปตท. และให้จัดตั้งวิสาหกิจใหม่ขึ้นเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้เป็นของรัฐทั้งหมดและห้ามมิให้มีการแปรรูปเป็นเอกชน

๓.๒ ให้ออกกฎหมาย เพื่อป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงทางอ้อมของ ปตท. รวมถึงบริษัทพลังงานอื่นๆ โดยต้องมิยอมให้ ปตท. รวมทั้งบริษัทในเครือ มีสัดส่วนการถือครองตลาดของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และกิจการพลังงานอื่น ๆ เกินกว่าร้อยละ ๓๐ ในแต่ละกลุ่มประเภทกิจการ เพื่อให้เกิดระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและทำให้กลไกตลาดเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

๓.๓ ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและการกำหนดราคาของก๊าซธรรมชาติ และก๊าซหุงต้มทั้งระบบ และควรแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านราคาระหว่างผู้ใช้แต่ละราย โดยเฉพาะระหว่างผู้ใช้ที่เป็นบริษัทลูกของปตท. กับผู้ใช้รายอื่นๆ

๔. ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ และออกกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ โดยมีหลักการดังนี้

๔.๑ กำหนดให้ปิโตรเลียมทั้งที่อยู่ใต้ดินและที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นของรัฐ การนำมาใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

๔.๒ เปลี่ยนระบบการให้สิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากระบบสัมปทานเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตหรือสัญญารับจ้างบริการ และใช้วิธีประมูล

๔.๓ ให้จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นใหม่แทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว ให้บรรษัทใหม่นี้เป็นองค์กรของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ จะนำมาขายหรือกระจายหุ้นเปลี่ยนแปลงเป็นเอกชนไม่ได้ ให้เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งหมดของประเทศ และทำหน้าที่ในการให้สิทธิและสำรวจปิโตรเลียมแทนกระทรวงพลังงาน ด้วยวิธีนี้จะทำให้ประเทศไทยได้กลับมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเล อันนำมาสู่การจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

๔.๔ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาตินี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาพลังงานแห่งชาติที่เป็นอิสระ มีสัดส่วนของภาคผู้บริโภค ภาคประชาชน และนักวิชาการเกิน ๒ ใน ๓ ของคณะกรรมการทั้งหมด

๔.๕ ให้มีการจัดตั้งกองทุนปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สนับสนุนสวัสดิการด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และสวัสดิการสังคม เพิ่มเบี้ยคนชรา และสนับสนุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ สิ่งที่ต้องดำเนินการมีดังนี้

๔.๖ ไม่ต่อสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุอีกต่อไป และเมื่อหมดอายุสัญญาแล้วให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติสามารถใช้สัญญาแบบรับจ้างบริการดำเนินการในปิโตรเลียมแหล่งนั้นต่อไปได้

๔.๗ ในช่วงก่อนการยกเลิก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ เพื่อเปลี่ยนมาใช้กฎหมายฉบับใหม่นั้น ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จัดทำข้อเสนอต่อบริษัทฯ ที่ถือสัญญาสัมปทานอยู่เดิม เพื่อนำสู่การเปลี่ยนเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิต หากบริษัทฯที่ถือสัมปทานอยู่ไม่ดำเนินการ ให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการของเอกชนรายนั้น ว่ากระทำผิดเงื่อนไขของมาตรา ๑๑๐ และ ๑๑๑ ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.๒๕๑๔ หรือไม่ และให้ดำเนินการยกเลิกสัญญาได้ทันทีหากมีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขดังกล่าว

๕. ให้แก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการ โดยแก้ไขกฎหมายห้ามมิให้ข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการพลังงาน เข้าดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนกว่าจะเกษียณอายุแล้ว ๒ ปี เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

๖. ให้มีศูนย์สารสนเทศด้านพลังงานที่เป็นอิสระ เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลในกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีระบบ มีอิสระ ไม่ซ้ำซ้อน หรือก่อให้เกิดความสับสน เข้าถึง เข้าใจได้ง่าย และเป็นข้อมูล ณ ปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการประกอบกิจการพลังงานได้มากขึ้น

๗. การส่งเสริมสนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

๗.๑ ให้ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้พลังงานทุกภาคส่วนทั้งภาคครัวเรือน (โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์) ภาคขนส่ง ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม

๗.๒ ให้มีการจัดตั้งสำนักงานแห่งชาติด้านการจัดการความต้องการใช้พลังงาน เพื่อเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างมาก จากการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

๗.๓ ให้ออกกฎหมายพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ที่มีหลักการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ สามารถขายเข้าระบบไฟฟ้าได้ก่อนพลังงานกลุ่มฟอสซิล (ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) โดยเป็นสัญญาระยะยาวที่ไม่มีการจำกัดปริมาณ โดยมีโครงสร้างราคาที่จูงใจและเป็นธรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากผู้บริโภค เพื่อให้ทิศทางการใช้พลังงานหลักของประเทศสามารถปรับเปลี่ยนสู่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนต่อไปในระยะยาว และควรงดเว้นการเก็บภาษีในการนำเข้าอุปกรณ์และประกอบธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนให้มีการผลิตและมีการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มมากขึ้น

๗.๔ เปลี่ยนกระบวนการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและแนวทางการลงทุนเพื่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยเน้นการอนุรักษ์พลังงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๑๕ ปี ทั้งนี้ ควรปรับปรุงเพิ่มเติมแผนพัฒนาพลังงานทดแทน โดยขยายขอบเขตช่วงเวลาของแผนพลังงานทดแทนออกไปให้ครอบคลุมช่วงเวลาเดียวกัน (ถึงปีพ.ศ. ๒๕๗๓) รวมถึงครอบคลุมศักยภาพทางเทคโนโลยีของพลังงานทดแทนใหม่ๆ ด้วย

๗.๕ สนับสนุนให้มีการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาค และแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในแต่ละจังหวัด เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อการพึ่งตนเองตั้งแต่ระดับจังหวัด หรือตั้งแต่ระดับท้องถิ่น) โดยให้กองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุน และให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในระดับจังหวัด เพื่อกระจายบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ลงสู่ระดับจังหวัดให้มากที่สุด

๗.๖ เปลี่ยนมาตรฐานรถรุ่นใหม่ให้เป็นรถที่สามารถใช้พลังงานได้หลากหลาย(Flexible Fuel Car) ซึ่งสามารถเติมได้ทั้งเบนซินหรือเอทานอล(แอลกอฮอล์) เพื่อเป็นการเข้าสู่การลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเต็มตัว รวมถึงการเปิดโอกาสหรือเปิดเสรีให้ผู้ผลิตเอทานอล รวมสหกรณ์การเกษตร สามารถเปิดสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม)เอทานอล(แอลกอฮอล์) เพื่อรองรับรถยนต์มาตรฐานใหม่ และลดการผูกขาดในระบบการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้ ข้อเสนอในข้อ ๑ และ ๒ ขอให้ คสช. ดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนข้อเสนอในข้อ ๓ – ข้อ ๗ จำเป็นต้องใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้ดำเนินการผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นต่อไป