หมัดเด็ดแถลงข่าว สัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21

20141023_112224

ประเด็นงานแถลงข่าว สัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21
1. สัมปทานปิโตรเลียมของประเทศไทยหมดปี2565 แหล่งบงกช กาซของปตท.สผ.และเอราวัณ ของเชฟรอน หมดอายุต้องกลับมาเป็นของประเทศไทย กรณีนี้คือการวางหมากเพื่อให้พื้นที่แหล่งผลิตขนาดใหญ่เพื่อต่อสัญญาให้กับผู้ผลิตเดิมใช่หรือไม่
2. แปลง1/57 เป็นแหล่งใหม่ที่ไม่อยู่ในแผนปี 55 เดิม เป็นแหล่งที่เพิ่มขึ้นมา แหล่งนี้อยู่ใหล้กับแหล่งนงเยาว์กับบูมาดาลาและเพิลออย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ใกล้เคียงกับพื้นที่เกาะกูด พื้นที่เส้นในแผนที่เป็นพื้นที่พิพาท ทำให้ไทยยอมรับเส้นแบ่งเขตดินแดนในทะเล โดยบ.บูมาดาลาให้เงินกับกรมเชื้อเพลิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. บริษัทใหญ่ มีกลุ่มสหรัฐอาหรับอามิเรต หสรัฐอเมริกา ปตท.สผ. และญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทหรือการโอนขายกันในตลาดหุ้นต่างประเทศก็ตาม กลุ่มนี้จะเข้ามามีการผูกขาดสัมปทานรอบนี้ใช่หรือไม่
4.พื้นที่ทางอีสานที่ให้สัมปทานจะกระทบกับพื้นที่ทางอาหารของอีสานอย่างร้ายแรง ที่อีสานมี shell Gas หินดินดาน ต้องใช้วิธี flacking โดยกระบวนการนำขึ้นมาใช้กระทบกับการปล่อยซัลเฟอร์ และกระทบกับพื้นที่เกษตรกรรมทั้งภาคของอีสาน ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เปิดสัมปทานใหม่แต่เกาะกับพื้นที่เดิม เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนขุดเจาะสัมปทานมาผูกขาดการขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย อีสานทั้งภาคได้รับผลกระทบแน่นอน ที่ผ่านมาจังหวัดบุรีรัมย์ที่ได้สัมปทานไปแล้วบางส่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน กรมเชื้อเพลิงเพิกเฉยต่อการแก้ปัญหา
5. ในปี2556 มีการขายต่อและโอนกรรมสิทธิกันระหว่างบริษัที่ได้สัมปทานปิโตรเลียม ตัวอย่างการโอนที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์ระหว่างบรษัทเหล่านี้ สร้างกำไรให้บริษัท 5,000 กว่าล้าน แต่ประเทศไทยไม่ได้อะไร
6. ประเทศไทยมิใช่ขอทาน ที่จะรอรับเงินบริจาคและ CSR จากบริษัทที่ได้รับสัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียม
7.วันนี้ประเทศไทยวันปิยมหาราช ยกเลิกระบบทาสและอาณานิคมฝั่งภาคตะวันออก วันนี้ประเทศไทยมีการตีเส้นสัมปทานปิโตรเลียม รัฐบาลไทยรักไทยชี้เส้นนี้เป็นพื้นที่ทับซ้อนเพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน แต่วันนี้รัฐบาลทหารไม่ควรเดินตามกลุ่มทุนที่รัฐบาลที่ผ่านมากระทำ รัฐบาลประหารครั้งนี้มาเพื่อแก้ปัญหาการเมืองจึงมิใช่มาแก้ปัญหาเรื่องสัมปทาน ประเด็นทรัพยากรธรรมชาติเป็นของคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของมิใช่กระทรวงพลังงานหรือรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน
8.ต้องปฏิรูปแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศไทย
โรงไฟฟ้าสำรอง เกินกว่าความจำเป็น 7,000 เมกะวัตต์
ทั้งที่ในความเป็นจริง สำรองเพียง 4,000 เมกะวัตต์ เพียงพอตามมาตรฐาน
ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้า เราเหลือไฟฟ้าที่เกินจำเป็นอีก 3,000 เมกะวัตต์
-การอนุรักษ์พลังงานไม่ได้นำมาใช้ในการวางแผน โดยไม่ลบเป้าหมายนี้ออกจาการวางแผนพลังงาน
-การมุ่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน การนำเข้าพลังงานและอ้างว่าเพื่อความมั่นคง จึงมิใช่คำตอบ
การแก้ปัญหาของการจัดการพลังงาน
-องค์ประกอบกพช.ต้องเปลี่ยนทั้งหมด
– ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะกำไรกี่บาท ขึ้นอยู่กับลงทุนกี่บาท ต้องเปลี่ยนผลกำไรตามผลการดำเนินงาน
-หยุดรีบสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย
9.ไฟฟ้าที่ประเทศไทยใช้อยู่ มีอยู่เหลืออยู่ แต่ทั้งที่ประเทศไทยมีเพียงพอ เงินที่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็นเงินมาจากประชาชนที่จ่ายผ่านค่าเอฟที
10.ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลง ทั้งชีวมวลที่ถูกกว่าถ่านหิน และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้นทุนถูกลงทั่วโลก ดังนั้นราคาประกันพลังงานหมุนเวียนไม่ยอมกำหนดลดราคาประกัน adder ดังนั้นช่องทางนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดการคอรัปชั่นพลังงานหมุนเวียนเพราะกำหนดราคา adder สูงเกิน และไม่ยอมปรับราคาลดลงทั้งๆที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลง

Advertisements

แถลงการณ์ถึงประชาชน ฉบับที่ 1

แถลงการณ์ถึงประชาชน ฉบับที่ 1

แถลงการณ์ถึงประชาชน
ร่วมจับตาปฏิรูปพลังงานไทย

พลังงานเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสาธารณสมบัติของประชาชนทุกคน และยังจะมีผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน ทั้งในแง่ความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนโดยส่วนรวม ในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความมีธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ กิจการพลังงานของประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ (ธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม) กลางน้ำ (ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ การขนส่งน้ำมัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า) และปลายน้ำ (การจำหน่ายไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซ LPG และ NGV) อยู่ภายใต้การผูกขาดของกลุ่มธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร การมีอำนาจเหนือตลาด และยังมีอิทธิพลเหนือกลไกของรัฐบาลที่ยอมให้มีการกำหนดราคาเชื้อเพลิงได้ตามที่กลุ่มธุรกิจผูกขาดพลังงานต้องการ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ นักการเมืองและข้าราชการที่มีหน้าที่ร่วมกันในการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลด้านพลังงาน ต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ในกิจการพลังงานเหล่านี้ด้วยกันทั้งสิ้น

ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าว เราในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอธิปไตย และเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ จึงได้รวมตัวกันในนาม “กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย” (จปพ.) โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์ของกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย

1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้พลังงานมีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในการตรวจสอบการกำกับกิจการพลังงานและการประกอบกิจการพลังงาน เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ขจัดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และคุ้มครองผู้บริโภค

3. ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิและอิสระในการนำทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนที่มีในทุกชุมชนท้องถิ่นมาผลิตพลังงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนและการพึ่งตนเองของประเทศชาติ

4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ครส.)

1. ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลและแสดงความคิดเห็นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยเท่าเทียมกันกับภาครัฐและภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ประเด็นการแยกโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติมาตั้งเป็นบริษัทใหม่และแปรรูปเป็นเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ การขายหุ้นปตท. เป็นต้น

2. ให้ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้มหรือ LPG กับประชาชน โดยให้ดำเนินการดังนี้

2.1 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ที่ให้มีการจัดสรรก๊าซ LPG ที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือนออกไปเสียก่อน เนื่องจาก LPG ที่ผลิตได้ในประเทศถูกภาคปิโตรเคมีใช้มากเป็นอันดับหนึ่ง จนไม่พอเพียงต่อการใช้ของภาคส่วนและต้องมีการนำเข้า โดยภาระการนำเข้าเป็นของประชาชนทั้งหมด

2.2 ให้มีมติในการจัดสรรก๊าซ LPG ขึ้นใหม่ โดยให้ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอันเป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนไทยทุกคน ต้องจัดสรรให้ประชาชนใช้ก่อนโดยเฉพาะภาคครัวเรือน ด้วยราคาตามต้นทุนที่แท้จริงบวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต มิใช่อิงราคาตลาดโลก เมื่อเหลือจึงให้ภาคอื่นใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทเป็นผู้รับภาระการนำเข้าเอง โดยให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติต้องเผยแพร่รายงานต้นทุนการประกอบการที่แท้จริง

2.3 ให้ลดราคาก๊าซ LPG ของภาคครัวเรือนให้กลับไปเท่ากับราคา LPG ของภาคขนส่งที่ 21.38 บาท/กก. เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ข้ามประเภทระหว่าง 2 กลุ่มนี้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการลักลอบใช้ LPG ของภาคอุตสาหกรรมมิให้มีการใช้ผิดประเภท และการลักลอบส่งขายต่างประเทศ

3. ให้ยกเลิกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้ยกเลิกการเก็บค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทยซึ่งไม่มีจริง และให้รัฐบาลกำหนดราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงสำเร็จรูปตามราคาส่งออกจากไทยซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดโลก และให้บริษัทน้ำมันเผยแพร่รายงานต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

4. ให้ปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้มีตัวแทนของภาคประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊ค : กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย-Thai-Energy-Reform-Watch และ https://terwatch.wordpress.com/

รายชื่อสมาชิกกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.)
Thai Energy Reform Watch (TER Watch)

1. นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการ
2. นายประสาท มีแต้ม นักวิชาการ
3. นายไพบูลย์ ช่วงทอง นักวิชาการ
4. นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิชาการ
5. นายสันติสุข โสภณสิริ นักวิชาการ
6. มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการ
7. นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
8. นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
9. นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
10. นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิก กรุงเทพมหานคร
11. นางสาวบุญยืน ศิริธรรม อดีตวุฒิสมาชิก สมุทรสงคราม

กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) Thai Energy Reform Watch (TER Watch)

กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) Thai Energy Reform Watch (TER Watch)

เครือข่ายประชาสังคมเปิดตัว กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อร่วมกันติดตามตรวจสอบการกำหนดนโยบาย และการประกอบกิจการอันจะมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมทั้งจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปพลังงานของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อการปฏิรูปพลังงานของประเทศ เพื่อเสนอต่อประชาชน และ คสช. จากปัญหาการผูกขาดและการกำกับกิจการพลังงานที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดปัญหาพลังงานของประเทศในหลายๆด้านโดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปฏิรูปโครงสร้างกิจการพลังงานของประเทศไทยทั้งระบบ

รายชื่อสมาชิกกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทย(จปพ.)
Thai Energy Reform Watch (TER Watch)
1. มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการ
2. นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงาน
3. นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการด้านพลังงาน
4. นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์
5. นางสาวบุญยืน ศิริธรรม อดีตวุฒิสมาชิก สมุทรสงคราม
6. นายประสาท มีแต้ม นักวิชาการด้านพลังงานหมุนเวียน
7. นายไพบูลย์ ช่วงทอง นักวิชาการ
8. นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิก กรุงเทพมหานคร
9. นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยพลังงาน
10. นายสันติสุข โสภณสิริ นักวิชาการ
11. นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค